SIDE-STORY

[CS] TAG : In the Rain 2011

posted on 07 Sep 2011 00:19 by 376sec in ETC, SIDE-STORY
 
 
*เอนทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการโรงเรียนลูกบาศก์*
 
 
 
 

 

[CS] TAG : In the Rain 2011

ได้รับแทคมาจากครูเอมค่ะ

[มีส่วนอ้างอิงจาก สีสันและสายลม โดยแม่เฟิร์นนะคะ]


กติกามีดังนี้

- เลือก Pairing ที่คุณชอบมาจากเรื่องใดก็ได้ นำมาเขียนเป็นแฟนฟิคชั่นให้จบภายในเอ็นทรีย์เดียว
- จะแต่งอย่างไรก็ได้ไม่ว่าจะ  Rate, NC, หวานซึ้ง (sweet), เศร้า (Angst) หรือว่า ฟิคมืดมน ทารุณกรรม เจ็บปวด ฯลฯ
- จะต้องเป็นฉากอยู่ในบรรยากาศฝนตก หรือกล่าวเปรียบเทียบเกี่ยวกับฝน, ฤดูฝน แล้วแต่จินตนาการและการใช้ภาษา
- ไม่จำกัดว่าจะต้องเป็น Yaoi,Yuri, หรือ Normal (แต่คิดว่าสองอันหลังคงไม่มีมีน้อย XD)
- ไม่ต้องมีชื่อเรื่อง
- ที่สำคัญห้าม!! Copy มาจากที่ไหนนะจ๊ะ
 





 
 
1.




       เปลวแดดผ่าวร้อนเต้นระริกอยู่บนผิวคอนกรีต จัดจ้าจนต้องหรี่ตาลงไม่อาจมองตรง ๆ ได้ ส่งไอระอุกรุ่นกระจายเข้าสัมผัสทุกสิ่งในบริเวณ


       เม็ดเหงื่อจิ๋ว ๆ พรูขึ้นตามบริเวณไรผมและปลายจมูก เรียวนิ้วกดผืนผ้าเช็ดหน้าซึ่งถูกพับทบเป็นสี่เหลี่ยมเล็ก ๆไล่ซับ ก่อนหันมาง่วงกับสิ่งที่อยู่ในมืออีกครั้ง


       อากาศรอบกายทวีความชื้นขึ้นจนหายใจไม่สะดวก ไม่มั่นใจนักว่าที่รู้สึกอบอ้าวเป็นเพราะสภาพอากาศหรือเพราะไอเกลือกันแน่ ยามชะเง้อมองออกไปก็พบว่าผืนฟ้าใสถูกทาบทับด้วยกลุ่มเมฆครึ้มที่กำลังเคลื่อนตัวลงต่ำ ภาพนั่นเรียกความวิตกให้เกิดขึ้นเบาบางในใจ


       ...กลิ่นน้ำเค็มปนเปไปกับกลิ่นฉ่ำชื้นของอากาศ เด็กหนุ่มเหลือบมองอีกบุคคลหนึ่งในศาลาที่กำลังตั้งอกตั้งใจไม่แพ้กัน ในขณะที่เขากำลังนั่งทำงานของตัวเอง เจ้าหล่อนก็ขะมักเขม้นกับการบรรจงวาดเส้นดินสอลงบนเนื้อกระดาษ จากมุมนี้มองเห็นเส้นผมสีแปลกตาถูกรวบไว้ด้วยโบว์สีขาวได้อย่างแจ่มชัด


       นับว่าเป็นเรื่องบังเอิญที่แต่ละฝ่ายต่างมาเจอกันที่นี่..คงเป็นเพราะในยามว่างเช่นนี้ สถานที่ในโรงเรียนอย่างศาลาริมทะเลถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดีในการปลีกตัวมาอยู่ตามลำพังแล้วปล่อยใจให้ล่องลอยไป ไม่จำเป็นต้องคิดอะไรให้วุ่นวายมากนักก็เป็นได้






2.




       เส้นสีดำถูกลากลงสมุดอย่างนิ่มนวล เสียดสีอย่างแผ่วเบาจนแทบจะจับสัมผัสไม่ได้ ดวงตาทั้งคู่ทอดไกลออกไปยังท้องทะเล สลับกับก้มลงเป็นระยะ ๆ  หากสังเกตสักนิดจะพบร่องรอยกังวลใจแฝงอยู่บนใบหน้าหวานนั้น


       จากที่เคยมีแดดแรงจนสะท้อนกับผิวน้ำเป็นประกายระยิบ ณ เวลานี้ทั้งหมดได้หายไปแล้ว มีเพียงความมืดสลัวที่เริ่มโรยตัวลงมา พร้อมกับความเย็นที่เดินเข้าโอบล้อม ..เด็กสาวยกมือข้อมือขึ้นดูนาฬิกา


       ยังไม่ถึงเวลาสักหน่อย


       ...ท่าทางฝนคงใกล้จะตกแน่ ๆ


       พริบตาที่ตัดสินใจปิดปกสมุดลง ก็ได้ยินเสียงเปาะแปะ ๆ ดังมาจากด้านบน  เหมือนมีหยดอะไรเล็ก ๆ  ร่วงกระทบกับหลังคาของศาลาที่ตนกำลังยืนอยู่  ผิวน้ำด้านนอกเริ่มสั่นไหว แตกกระจายออกเป็นวงเพราะถูกกระทบเช่นกัน


        หัวคิ้วขยับเข้าหากันเพียงเล็กน้อย และความกังวลใจที่มีอยู่ก็เริ่มทวีตัวขึ้น พอ ๆ กับเสียงที่ได้ยินเริ่มถี่ขึ้นเรื่อย ๆ  พร้อมกับฟ้าที่เริ่มส่งเสียงประท้วงครืนคราง อ้อมแขนเล็กกระชับสมุดวาดภาพเข้าหาตัว แล้วความกังวลก็แปรเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่น


       หล่อนสาวเท้าอย่างรวดเร็ว ตั้งท่าจะวิ่งออกไปจากศาลาริมทะเล หวังไว้ลึก ๆ ว่าคงถึงอาคารเรียนโดยที่ทั้งตนและทั้งภาพวาดในมือคงไม่ต้องเปียกปอนไปด้วยหยดน้ำ


       แต่ก่อนที่ปลายเท้าจะได้ล่วงล้ำออกนอกอาณาเขตไป ข้อศอกของหล่อนก็ถูกมือของใครอีกคนแตะเข้าเป็นเชิงห้ามเสียก่อน…






3.




       ..สัมผัสที่รู้สึกคือมือนั้นออกจะกระด้างนิด ๆ  ก่อนจะเลือนหายไปเพราะอีกฝ่ายชักมือกลับไปไว้ข้างตัวเหมือนเดิม


       มณฑกาญจน์หันกลับมา แล้วดวงตาทั้งคู่ก็เบิกกว้างขึ้นนิดหนึ่ง มีทั้งความแปลกใจผสมปนเปไปกับความสงสัย จากนั้นจึงเบือนศีรษะหันไปมองภาพภายนอก ที่บัดนี้..จากฝนที่เคยร่วงลงมาอย่างแช่มช้า แปรเปลี่ยนเป็นหยดน้ำเม็ดโตที่ร่วงลงมาอย่างหนักหน่วงไม่ขาดสาย  ย้อมทุกอย่างให้กลายเป็นภาพเลือนในชั่วเสี้ยววินาที  หากไม่ถูกห้ามไว้มีหวังคงต้องเปียกไปทั้งตัวจริง ๆ


       เพราะฉะนั้นจึงเลือกย้อนปลายเท้ากลับเข้ามาอยู่ในศาลาอีกครั้ง ..จู่ ๆ ฝนก็ตกหนัก ยิ่งไปกว่านั้นยังสาดเข้ามาถึงข้างในอีกต่างหาก ..หลังจากใช้เวลาตรึกตรองอยู่ชั่วครู่หล่อนจึงตัดสินใจเลือกหลบอยู่มุมหนึ่งที่คาดว่าน่าจะทำให้เปียกน้อยที่สุด โดยไม่ลืมจะพยักหน้าเป็นเชิงเรียกร่างผอมที่มีส่วนสูงไล่เลี่ยกันนั้นให้มาหลบด้วยกัน


       คนถูกเรียกเดินเข้ามาใกล้ ในขณะเดียวกันก็ง่วนอยู่กับกระเป๋าใบย่อยอันนอกเหนือไปจากใบที่ใช้ใส่หนังสือเรียนตามปกติของตนเอง เด็กสาวไม่แน่ใจว่าเขากำลังเก็บของหรือกำลังรื้ออุปกรณ์อื่น ๆ กันแน่


       “...ตงมาตั้งแต่ตอนไหน” มณฑกาญจน์ว่า กระชับสมุดเข้าแน่นขึ้น พยายามเบี่ยงตัวหลบฝนที่ซัดเข้ามาอย่างไม่ปรานีกับเด็กนักเรียนอย่างพวกหล่อนเอาเสียเลย


       “ทำไมถึงไม่ทักกันบ้างเลยล่ะ..”


       เหตุที่ไม่ตกใจมากนัก คงเป็นเพราะว่าเคยมีประสบการณ์ที่อีกฝ่ายโผล่เข้ามาแบบไม่ให้เตรียมใจเหมือนครั้งที่หล่อนออกไปวาดรูปข้างนอกคนเดียวคราวนั้น


       …


       ...แต่ก็ไม่รู้ว่าเขาจะมาเห็นหล่อนทำอะไรแปลก ๆ เหมือนอย่างตอนนั้นอีกหรือเปล่า






4.




       “ไม่รู้สิ... พอเรามาถึงก็เห็นโมรานั่งวาดรูปอยู่ตรงนี้แล้ว” พันปิยะตอบง่าย ๆ ดวงตาเรียวรีมองเพื่อนลอดกรอบแว่นขึ้นละอองไอฝน ภาพที่เห็นไม่ค่อยชัดเท่าไร แต่ก็อธิบายเสริมต่อเมื่อคิดว่ายังเห็นคำถามปรากฏบนใบหน้าของหล่อน


       “..เห็นกำลังตั้งใจเลยไม่อยากเข้าไปขัด เดี๋ยวจะเหมือนวันนั้น..สุดท้ายก็ไม่ได้วาดเลยใช่ไหม?”


       “ห.. เห..? ไม่หรอกตง”


       เด็กหนุ่มเลิกคิ้ว ทำท่าเหมือนอยากพูดอะไรต่อแล้วกลับเปลี่ยนใจ หันไปพูดเรื่องอื่นแทน “..แล้วนี่ไม่ได้เอาร่มมาเหรอ?” ถามเพราะเห็นหล่อนตั้งใจจะวิ่งออกไปข้างนอกแบบนั้น


       “...อยู่ในล็อกเกอร์น่ะ” มณฑกาญจน์สั่นศีรษะระหว่างที่พันปิยะดึงให้หล่อนเข้ามาอยู่ด้านในซึ่งถูกฝนได้น้อยกว่า “..เราไม่คิดว่าฝนจะตกนี่นา เลยไม่ได้ถือมาด้วย”


       พันปิยะพยักหน้ารับ นิ่งไปครู่หนึ่ง..


       ..แล้วร่มพับสีเข้มก็ถูกส่งมาให้


       “นี่ ให้ยืม” ปิดกระเป๋า เอ่ยสั้น ๆ  รอให้อีกฝ่ายรับไปอย่างใจเย็น


       “..เอ๋?”  คนถูกหยิบยื่นน้ำใจให้มองเขาอย่างนึกไม่ถึง “ม..ไม่เป็นไรหรอกตง แค่นี้เอง”


       สั่นศีรษะอีกครั้ง


       “ถ้าเราเอาไปแล้วตงจะใช้อะไรล่ะ.. เดี๋ยวตงก็เปียก ..ไม่สบายหรอก”


       “แล้วคิดว่าถ้าตัวเองวิ่งฝ่าออกไปจะไม่เปียก จะสบายดีเหมือนเก่าหรือไง?”


       “.....”


       ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากัน แล้วสายตาพลันหลุบลงต่ำ มณฑกาญจน์ไม่เอ่ยอะไร แต่ในขณะเดียวกันไม่ยอมรับไปสักที กลายเป็นพันปิยะที่เป็นคนหมดความอดทนจนต้องถือวิสาสะยัดร่มใส่แขนคู่นั้นแทน


       “...เอาไปเถอะ ไม่ต้องห่วงเราหรอก พอดีเรามีอีกคันน่ะ” พยายามให้เหตุผลด้วยโทนเสียงที่ถูกคุมไว้ให้เรียบเหมือนเป็นปกติ


       “อีกอย่างถือสมุดมาแบบนั้น ..ถ้าเป็นเราเองเราก็ไม่อยากให้ภาพที่ตัวเองตั้งใจวาดต้องเปียกหรอก”


       “อ..อื้อ ขอบคุณนะ..” ได้ยินอย่างนั้นเด็กสาวจึงมีท่าทางสบายใจขึ้น เอื้อมมือขยับหยิบร่มให้มาอยู่ในมือตามปกติแล้วกางออก เตรียมตัวจะก้าวออกไปอีกคราว แต่แล้วก็ชะงัก


       “..ตงไม่ไปด้วยกันเหรอ?”


       “เรารู้สึกเหมือนของไม่ครบน่ะ”  ก้มลงคล้ายจะหาอะไรบางอย่าง พันปิยะดูเวลา  “โมราไปก่อนเลยก็ได้ ..ใกล้จะถึงเวลาเรียนแล้วนี่”


       “งั้น... เดี๋ยวตงรีบตามมานะ?”


       “อื้อ..”






5.




       แผ่นหลังบอบบางเคลื่อนไกลออกไปเรื่อย ๆ  จนในที่สุดก็หายไปจากสายตา


       พันปิยะถอนหายใจ ยืดตัวขึ้น ปลดกระเป๋าลงจากบ่าแล้วยกเชิดให้ปิดบริเวณศีรษะ โชคดีที่ของข้างในไม่มีอะไรที่หากถูกน้ำแล้วจะเสียหาย


       ..ทำอะไรไม่เข้าเรื่องเลยเรา


       รองเท้าหนังยื่นออกไปก่อน แล้วตามด้วยร่างทั้งร่างเป็นลำดับถัดไป กลายเป็นเขาเองที่วิ่งฝ่าสายฝน


       เม็ดฝนที่ตกลงสู่เนื้อตัวแรงพอที่จะทำให้รู้สึกเจ็บ กระจกของแว่นกลายเป็นตัวบดบังทางเดินยามกระทบกับหยดน้ำ เด็กหนุ่มตัดสินใจดึงแว่นออกแล้วยัดลงกระเป๋าเสื้อ ..ความเจ็บถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกชาภายในระยะเวลาไม่นาน เช่นเดียวกับเสื้อสีขาวซึ่งดูดกลืนเม็ดฝนเข้าไปพร้อม ๆ กัน


       .....


       ยกมือลูบน้ำฝนเย็น ๆ ออกจากใบหน้า


       ....


       ...


       ..


       ก็เขามีร่มแค่คันเดียวมาตั้งนานแล้ว.
 
 


 
 
 
+++++++++++++++++++++++++++

 
สรุป

- ตงให้โมรายืมร่ม เพราะไม่อยากสาวเจ้าเปียกฝน

- โมราลังเล ปฏิเสธ แต่เป็นเพราะตงไม่ยอม แทบจะมัดมือชกกันอ้อม ๆ เลยจำยอมรับมา

- หลอกโมราว่ามีร่มสองคัน ทั้งที่จริงมีแค่คันเดียว

- ตงเปียกอีกแล้ว~

- สงสัยหนนี้คงจะถึงคราวไม่สบายของจริงแล้วล่ะ >v<