MAIN-STORY

[CS] MS : เมนูวันนี้

posted on 09 Mar 2012 15:50 by 376sec in MAIN-STORY

 
*เอนทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการโรงเรียนลูกบาศก์*
 
 
 
 

 

[CS] MS : เมนูวันนี้
[ตัวละคร - รุ่นสี่]
ผู้ดำเนินเรื่อง : นันทนัท (น้ำน่าน), ศฤคาล (จอก), สิงหา(กัส), ณัฐปกรณ์ (รัก), พันปิยะ (ตง)

[ระยะเวลา – กรกฎาคม 2554]
ต่อเนื่องจาก : เมื่อศฤคาลและพันปิยะช่วยกันปลูกถั่วเขียว - โดย ผปค.จอก / เรื่องถั่ว ๆ - โดย ผปค.ตง
อ้างอิงจาก : พิศวาส ฆาตกรรม - โดย ผปค.รัก



 
 
 

 

   “พวกนี้มาจากไหนกันเยอะแยะเนี่ย?”



   คนพูดไล่สายตาผ่านหน้าสมาชิกคนแล้วคนเล่าที่ยืนเบิกบานไม่สะทกสะท้าน จ้องสองในสามนานเป็นพิเศษ จนมาหยุดอยู่ที่บุคคลที่สี่ อันเป็นสมาชิกสุดท้ายที่กำลังยิ้มแหยต่างจากคนอื่น ๆ


   “..ว่าไงล่ะจอก?”


   ศฤคาล ศรีสุรบถกุล ขยับตัวอย่างอึดอัดกับสายตาคาดคั้นของอดีตคู่ปลูกถั่ว แล้วหันไปหาสมาชิกอีกสามคนที่เหลืออย่างหวังจะหาตัวช่วย แต่ก็เสียเปล่าเมื่อทุกคนต่างทำไม่รู้ไม่ชี้เสียอย่างนั้น เด็กผู้หญิงคนเดียวในกลุ่มลอบส่งรอยยิ้มชั่วร้ายเล็ก ๆ มาให้ ไม่บอกก็รู้ว่าจงใจปล่อยให้เขาเผชิญหน้ากับพันปิยะในโหมดเริ่มอารมณ์ไม่ดีอยู่คนเดียว


   พันปิยะคงจะอารมณ์เสียที่เห็นหน้าสิงหาและนันทนัท เรื่องนี้ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าอีกฝ่ายไม่ใคร่จะชอบหน้าของทั้งสองคนสักเท่าไหร่ เพราะยามสบจังหวะทีไร ทั้งสิงหาและนันทนัทก็มักจะฉวยโอกาสแกล้งพันปิยะเล็ก ๆ น้อย ๆ อยู่ทุกทีไป


   เมื่อไม่มีใครคิดจะช่วยจึงต้องหาหนทางเอาเอง ศฤคาลพยายามเรียบเรียงคำพูด


   “ก็.. พอดีผมกำลังจะออกมาหาตงนี่ล่ะครับ” เขาตอบคำถาม “แต่พอดีรักเขาสงสัยว่าผมจะไปไหน ทำไมถึงไม่ไปกินข้าวที่โรงอาหารอย่างทุกที ผมก็เลยบอกรักเขาไปตามตรง..”


   ณัฐปกรณ์ส่งสายตาวิ้ง ๆ ไปให้พันปิยะยามได้ยินชื่อตน


   “ก็มันน่าสนุกออกฮะพี่ตง รักเองก็ทำอาหารเป็นนะ พี่ตงอยากให้รักช่วยอะไรก็บอกมาได้เลย เดี๋ยวรักคนนี้จะเป็นลูกมือให้พี่ตงเอง!”


   อาตี๋พยักหน้า “แล้วสองคนนี้มาได้ยังไง?”


   “แหม.. ซ้อก็..” นันทนัทโบกมือหยอย ๆ แสร้งทำมาดคุณนาย แต่หางตากลับเหลือบมองพ่อหนุ่มเกาหลีที่ไม่ได้รู้ร้อนรู้หนาวอะไร “ซ้อนี่ไม่รู้อะไรบ้างเลย คอยดูนะ ขาดเค้าแล้วซ้อจะรู้สึก”


   “อยากกินอาหารฝีมือศรีภรรยามันผิดตรงไหนครับ?”


   “ไอ้ออกัส!”


   “ขาดฉันแล้วนายจะรู้สึก” สิงหาพูดเหมือนคู่หู แล้วหันไปทำสีหน้ามีลับลมคมนัยด้วยกัน


 
   ศฤคาลยิ้มจืดชืด ไม่เข้าใจสิ่งที่ทั้งคู่ต้องการจะสื่อเลยแม้แต่น้อย แต่ก่อนอื่นคงต้องหาทางแก้สถานการณ์นี้ให้ได้ก่อน  ดูแล้วพันปิยะกำลังไม่สบอารมณ์เป็นอย่างยิ่ง เด็กหนุ่มตัดสินใจเอ่ยขัดจังหวะด้วยการเรียกอีกฝ่าย ตั้งใจหักเหความสนใจของเขาให้ไปทางอื่นเสียก่อนที่จะระเบิดอารมณ์ใส่สองหนุ่มสาว


   “อ่า.. แล้วนี่ตกลงว่าตงตั้งใจจะทำอะไรหรือครับ?”


   เจ้าของชื่อหันหน้ากลับมา


   “ว่าจะทำปอเปี๊ยะทอด นายเคยกินไหมจอก?” โทนเสียงแทบจะเป็นปกติ แต่ยังติดขุ่นจาง ๆ  ศฤคาลพยักหน้ารับ กับเขาแล้วดูเหมือนพันปิยะจะไม่กล้าพาลใส่เท่าไร นั่นทำให้เขาโล่งใจ บางทีเขาอาจจะทำให้เพื่อนกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้โดยเร็ว


   “ขอโทษด้วยที่ตอนเช้าเรามาสาย เลยไม่ทันได้ทำตามที่สัญญาไว้” หมายถึงที่เคยกล่าวกับศฤคาลในครั้งนั้นว่าจะนำถั่วงอกที่ได้มาทำเป็นอาหารให้ศฤคาลได้ทานในตอนเช้า พันปิยะว่าต่อ


   “..ก็ไม่อยากหิ้วมาจากบ้านน่ะนะ พอดีกลัวว่ากว่าจะมาถึงโรงเรียนมันก็หมดอร่อยซะก่อน” เขาเดินไปเปิดตู้เย็น ทยอยรื้อของออกมาโดยมีณัฐปกรณ์กุลีกุจอเข้าไปช่วย “แต่ยังไงก็ไม่อยากผิดสัญญา เลยตัดสินใจว่างั้นเป็นตอนเที่ยงละกัน เลยไปขออนุญาตใช้ห้องคหกรรมกับครูกฤตกาญจน์แล้วก็เอาของมาฝากไว้น่ะ”


   เขาหันไปสั่ง “..รัก นายเอาผักไปล้างซิ ล้างให้สะอาดนะ บอกเองว่าจะเป็นลูกมือ เพราะงั้นเราไม่เกรงใจล่ะ”


   คนถูกสั่งยอมทำตามแต่โดยดี ขณะที่ศฤคาลตัดสินใจเข้าไปช่วยเพื่อนบ้าง สองแสบก็ปราดเข้ามาขวางเสียก่อน


   “จอก.. จอกอยากช่วยอาซ้อใช่หรือเปล่า” สาวผมยุ่งลดเสียงลงเป็นกระซิบกระซาบ “น่านรู้นะว่าจอกอยากช่วย ..น่านเองก็เหมือนกันแหละ”


   “..ครับ?”


   สิงหาทำหน้าซีเรียส


   “ถ้ายังไม่อยากให้ครัวเละเหมือนเพิ่งผ่านสงครามโลกมานะสนม หรือไม่ก็ระเบิดกระจุยด้วยอารมณ์ของต่งต๊งล่ะก็.. นายก็เชื่อพวกฉันเถอะ นี่รู้หรือเปล่าว่านายเพิ่งเรียกรถถังติดอาวุธให้เข้ามาอยู่ในครัวเนี่ย?”


   “.......ครับ?”


   “เฮ้อ” สิงหาถอนใจ บุ้ยใบ้ไปที่หนุ่มลูกครึ่ง “ก็รักไง.. อย่างตงนี่ฉันไม่ห่วงอยู่แล้ว ทำอะไรออกมาคนกินเข้าไปก็ไม่ตายหรอก..”


   “..แต่ถ้าเป็นรักนี่ตายไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดเลยล่ะ” นันทนัททำท่าขนพองสยองเกล้า “จอกเชื่อเถอะ นี่น่านไม่ได้ดิสเครดิตเพื่อนนะ แต่พวกน่านมีประสบการณ์มาแล้ว”


   “..อย่างนั้นเลยเหรอครับ?”


   “ไม่เชื่อก็ดูสิ ..นี่แค่ปฐมบทเองนะสนม”


   ศฤคาลมองตามนิ้วมือของสิงหา จุดหมายคืออ่างที่ณัฐปกรณ์กำลังตั้งอกตั้งใจทำตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากพันปิยะ ซึ่งพอเห็นแล้วก็ได้แต่ตกตะลึง... พ่อหนุ่มลูกครึ่งลงมือล้างอย่างขะมักเขม้นจนผักใบเขียวที่เคยกลมสวยกระจัดกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย



   ...



   กะหล่ำปลีมันสกปรกมากจนถึงขั้นต้องใช้ฝอยขัดหม้อด้วยหรือครับรัก!!!



   “รัก! นี่นายทำอะไรน่ะหา!”


   “..เอ๋?”


   “ปล่อยมือนายออกมาเดี๋ยวนี้เลยนะ!!”


   왜왜왜!!!* ฮื้อ~ รักทำอะไรผิดอ้ะพี่ตง”


   “นี่ไม่รู้จริง ๆ หรือว่าแกล้งซื่อกันแน่วะ!?”



   “อ่า..ผมเข้าใจแล้วล่ะครับน่าน..ออกัส” หนุ่มชะลูดยิ้มแห้งแล้ง ได้แต่เหงื่อตกฟังสองคนฟากโน้นที่เริ่มพูดจากันคนละภาษา สำหรับพันปิยะเขามั่นใจว่าได้ยินภาษาไทยบ้าง ส่วนณัฐปกรณ์..คงจะเป็นภาษาเกาหลีร้อยเปอร์เซ็นต์กระมัง “..แล้วผมควรจะทำอะไรเหรอครับ?”


   “เดี๋ยวฉันจะพยายามแยกรักออกไปเอง ...กลัวตงมันจะจับไอ้รักหั่นเป็นชิ้น ๆ แล้วยัดลงหม้อก๋วยเตี๋ยวจริง ๆ น้า” สิงหาพึมพำ “ส่วนนายก็ช่วยตงไปเหอะ กับนายแล้วตงมันคงไม่อะไรเท่าไหร่หรอกมั้ง?”


   “นั่นซี” นันทนัทพยักหน้าเสริม “จอกมาเป็นลูกมืออาซ้อกับน่านดีกว่านะ”


   “อ่า.. ตกลงครับ”



 
   ยังโชคดีที่กะหล่ำปลีในมือของณัฐปกรณ์ถูกสิงหากอบกู้กลับคืนได้เสียก่อน พันปิยะจำใจตัดด้านหนึ่งของกะหล่ำปลีลูกโตที่เว้าแหว่งยับเยินออก แล้วส่งให้สิงหานำไปล้างอีกครั้ง ดูจนมั่นใจว่าฝีมือการล้างของเพื่อนคนนี้เรียบร้อยดีจึงวางใจจนถึงขั้นเลื่อนขั้นให้เป็นพนักงานล้างผักไปโดยปริยาย


   “ล้างนี่ด้วย นี่ด้วย นี่อีก” ชี้เหล่าพริก ผักชี แครอท สิงหายู่หน้า แซวขำ ๆ


   “ศรีภรรยา~ ทำไมฉันต้องมาล้างผักด้วยล่ะ ในฐานะที่เป็นสามีก็ควรจะนั่งอยู่เฉย ๆ รอภรรยาที่รักเอาอาหารมาเสิร์ฟสิ”


   เจ้าของฉายาศรีภรรยาหัวเราะขึ้นจมูก มีดในมือกระทบเขียงเป็นจังหวะต๊อกต๊อกต๊อก ดูท่าทุกอย่างคงกลับเข้าสู่ความสงบเรียบร้อยดังเดิมแล้ว กระนั้นยามพันปิยะเห็นกะหล่ำปลีในมือก็ยังคงอดบ่นพึมพำว่าเสียของ เสียของไม่ได้อยู่นั่นเอง


   “ไม่ว่าจะผู้หญิงหรือผู้ชายก็เถอะ ..แต่ถ้าใครเป็นแฟนเราแล้วไม่คิดช่วยทำอะไร เอาแต่นั่งนอนไปวัน ๆ มีดีแค่หน้าตาเอาไว้โชว์เฉย ๆ ..ถ้าเป็นแบบนั้นเราก็ไม่อยากได้หรอก ” เขาเหลือบมองแล้วหยิบที่ขูดมะละกอออกมา “เดี๋ยวนายล้างแครอทเสร็จแล้วช่วยเอาไปให้น่านกับจอกด้วย บอกให้สองคนนั้นขูดเป็นเส้น ๆ ที”


   พันปิยะนำกะหล่ำปลีที่ซอยเสร็จเรียบร้อยแล้วใส่ภาชนะ คว้าผักชีที่ล้างเสร็จแล้วมาตัดรากออก จับโยนลงครกแล้วโขลก จากนั้นจึงโขลกพริกไทย แล้วค่อยค่อยตามไปสาธิตวิธีขูดแครอทให้เพื่อนดู จากนั้นจึงเดินไปหาเจ้าเด็กโข่งที่นั่งหน้าโศกเป็นหมาหงอยอยู่คนเดียว


   “มานี่ซิรัก” พันปิยะกวักมือเรียกให้ณัฐปกรณ์เข้ามารวมกลุ่มกับเพื่อนคนอื่น “มีอะไรจะให้ทำแน่ะ”


   เขาพบว่าภายใต้หน้าหล่อ ๆ และความสามารถทางการเรียนประกอบกับกีฬาอันสุดแสนจะสมบูรณ์แบบของเพื่อนคนนี้แล้ว ลึกลงไปข้างในมันกลับไม่ต่างอะไรจากเด็กยักษ์ สาเหตุที่ณัฐปกรณ์ถูกจับแยกออกไปอยู่คนเดียวเป็นเพราะฝีมือการหั่นผักอันแสนดุเดือดที่ได้แสดงให้เห็น เวลานั้นเขาแทบจะบ้ายามได้เห็นอีกฝ่ายเงื้อมีดขึ้นสุดลำแขน ก่อนเหวี่ยงลงบนพืชเขียวกระจ้อยร่อยบนเขียงสุดแรงเกิด



   บอกอั้วทีเถอะว่าลื่อหั่นผัก ไม่ใช่สับคอไก่!!



   อย่างกับเห็นภาพลวงตาว่าณัฐปกรณ์หูตั้งขึ้น กระดิกหางพั่บ ๆ ปรี่เข้ามาหาอย่างเร็วรี่ หน้าตาแจ่มใสราวเด็กที่กำลังดีใจ เพราะหลังจากการรอคอยอันแสนยาวนานในที่สุดผู้ใหญ่ก็วางใจมอบหมายหน้าที่ให้


    “ฮะพี่ตง พี่ตงจะให้รักทำอะไรฮะ~”


   “มาแกะเปลือกกระเทียมกับเด็ดขั้วพริกออกให้หน่อยเร็ว ..นี่ กระเทียมแกะอย่างนี้ ส่วนพริกก็เด็ดขั้วออกอย่างนี้ ..ทำได้ไหม?” เด็กหนุ่มแกะกระเทียมให้ตัวเอง


   “ทำได้สิฮะพี่ตง”


   “ดีมาก” พันปิยะชม จับตาดูณัฐปกรณ์ปฏิบัติหน้าที่อย่างละเอียดถี่ถ้วน “ทำสวย ๆ นะ.. ถ้ามาสภาพเหมือนกะหล่ำเมื่อกี้นี้อีกเราจะไม่ยอมให้นายทำอะไรอีกแล้ว ..เข้าใจไหม? เพราะฉะนั้นเอาสวย ๆ ล่ะ”


   พันปิยะย้ำแล้วย้ำอีก พอมั่นใจว่าน่าจะไม่มีปัญหาจึงยกครกมาให้ ในเมื่อพลังทำลายล้างเยอะก็เอาหน้าที่นี้ไปเสีย


   “ทำเสร็จแล้วโขลกนะ โขลกให้ละเอียด ..เอากระเทียมก่อน โขลกเสร็จแล้วตักออกใส่ถ้วย จากนั้นค่อยโขลกพริกที่หลัง เอาให้ละเอียดเหมือนกัน ..ระวังกระเด็นเข้าตาล่ะ เสร็จแล้วตักออกเอาไปวางไว้ให้เราได้ไหม? เดี๋ยวจะเอาไว้ทำน้ำจิ้ม”


   ณัฐปกรณ์รับคำเสียงดังฟังชัด เขาจึงคลายกังวลไปได้เปลาะหนึ่ง เขาหันไปเรียกนันทนัทบ้าง


   “น้ำน่าน น้ำน่านมาช่วยเราตัดวุ้นเส้นหน่อย” นันทนัทวางอุปกรณ์ในมือลงแล้วกระโจนแผล็วมาตามคำเรียกโดยพลัน ท่าทางเจ้าหล่อนจะเบื่อกับการขูดแครอทเต็มทนจึงไม่ลังเลที่จะเข้ามาหาเลยแม้แต่น้อย พันปิยะเลื่อนชามวุ้นเส้นแช่น้ำไปให้หล่อนพร้อมกรรไกร ส่วนตนเองก็หั่นหัวหั่นหางถั่วงอกออก ..ตรงนี้เป็นความชอบส่วนตัวของเขา เด็กหนุ่มชอบเห็นเฉพาะลำต้นล้วน ๆ ของถั่วงอกมากกว่า เขารู้สึกว่ามันน่ากินดี


   “ตัดทำไมอะซ้อ เราเอาไปผัดทั้งอย่างนี้เลยไม่ได้เหรอ?” นันทนัทหมายถึงวุ้นเส้น


   “มันยาวไป เวลาจะห่อหรือกินมันทำยากนะ เดี๋ยวก็ไปกองอยู่ที่อันสองอันหมดหรอก”


   “อย่างนี้นี่เอง” ในดวงตาทั้งคู่ของเด็กสาวเป็นประกาย “งั้นเดี๋ยวน่านจะตัดให้ เอายาวแบบพอดี ๆ เนอะซ้อเนอะ”


 
   พันปิยะตั้งกระทะ เทน้ำมันลงไปพอให้อยู่ระดับก้นกระทะ จากนั้นถึงเทกระเทียมสับและรากผักชีลงไป เวลานี้แต่ละคนต่างปฏิบัติหน้าที่ของตนเสร็จเรียบร้อย จึงพากันมามะรุมมะตุ้มล้อมรอบเขากันทุกคน พันปิยะหรี่ตา ทว่าไม่ได้พูดอะไรออกไป เด็กหนุ่มเจียวกระเทียมจนส่งกลิ่นหอม ตอนนั้นจึงได้ร้องขอหาเห็ดหอมหั่นจากเพื่อน ๆ เพราะหากเอื้อมไปหยิบเองก็คงไม่ถนัดเท่าไหร่นักในสภาพเช่นนี้


   เป็นมือยาว ๆ ของศฤคาลที่ส่งถ้วยเห็ดหอมมาให้ พันปิยะกล่าวขอบคุณ ผ่านไปครู่หนึ่งจึงได้ร้องขอหมูสับอีก หนนี้เป็นมือของสิงหาที่ส่งถ้วยหมูสับมา แอบสงสัยเล็ก ๆ จำได้ว่าตนเตรียมหมูสับไว้เยอะกว่านี้ แต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดถึงได้รู้สึกว่ามันพร่องลงไปกว่าที่เห็นในครั้งแรก


   ผัดจนหมูเริ่มสุกจึงได้โอกาสเรียกหาพริกไทย แครอท และเครื่องปรุงบ้าง นันทนัทที่อยู่ข้าง ๆ อยู่ในระยะใกล้ที่สุด เจ้าหล่อนมองไปมองมาสักครู่ แล้วหยิบเครื่องปรุงแต่ละชิ้นให้ด้วยสีหน้ามั่นใจ ผิดจากที่พันปิยะคาดไว้มากนัก ราวกับอ่านสีหน้าเขาออก เจ้าหล่อนโอ่เล็กๆว่าเห็นแบบนี้ก็ทำอาหารเป็นพอตัว


   ไส้ปอเปี๊ยะเริ่มส่งกลิ่นหอมฉุยกว่าเดิมยามได้สัมผัสกับเหล่าเครื่องปรุง ได้ยินเสียงซู่ซ่าสลับกับเสียงตะหลิวผัดดังแกร๊ก ๆ เป็นระยะ เรียกให้น้ำย่อยในกระเพาะแต่ละคนเริ่มทำงานตามหน้าที่ สายตาทั้งสี่คู่ รวมทั้งสายตาของคนผัดต่างจับจ้องอยู่ที่ภายในกระทะ โดยไม่ต้องบอก ณัฐปกรณ์ส่งวัตถุดิบอื่น ๆ ที่ยังเหลือให้ อันได้แก่กระหล่ำซอย วุ้นเส้น และพระเอกของงาน ..ถั่วงอกนั่นเอง


   กะหล่ำซอยมีมาก ดูล้นกระทะจนใครสักคนออกปากถามว่ามากขนาดนี้จะกินกันหมดหรือ


   “เดี๋ยวมันก็สลด ..ไม่เชื่อรอดูสิ”


   เป็นอย่างที่เขาว่าไว้ ไม่นานผักเขียวที่เคยมีมากจนพูนก็ยุบลงไปกว่าเดิมโข พันปิยะหัวเราะเล็ก ๆ อย่างไม่มีสาเหตุ จากสีหน้าแล้วบ่งบอกว่าตอนนี้คงอารมณ์ดีพอตัว ต่างจากตอนแรกที่ได้เข้าห้องคหกรรมมาอย่างลิบลับ


   “อันไหนสุกยาก ๆ ก็เอาลงไปผัดก่อน” หนุ่มหน้ากระทะเอ่ย เทถั่วงอกและวุ้นเส้นลงไป “อย่างสองอันนี้นี่สุกง่าย วุ้นเส้นใส่หลังสุดเลย เพราะถ้าผัดนานไปมันเส้นจะเละ ไม่อร่อยอีก”


   ผัด ๆ เคาะกระทะอยู่ได้ไม่นาน เด็กหนุ่มก็จัดแจงปิดเตา เทไส้ปอเปี๊ยะใส่ถ้วย พักไว้รอให้เย็น


   “ทำไมต้องรอให้เย็นด้วยล่ะซ้อ ห่อเลยไม่ได้เหรอ น่านอยากกินแล้วอะ”


   “ถ้าห่อตอนร้อน ๆ เลยแป้งมันจะขาดง่ายน่ะ พอไปทอดแล้วมันจะแตก ไส้ทะลักหมด”


   พันปิยะนำถ้วยที่เต็มไปด้วยไส้ปอเปี๊ยะให้ศฤคาล หยิบห่อแป้งปอเปี๊ยะที่ตนเองอุตส่าห์ตื่นตั้งแต่เช้าเพื่อออกไปซื้อถึงตลาดให้สาวแสบบ้าง ที่ต้องออกไปซื้อเป็นเพราะเวลานั้นที่บ้านของเขาขาดวัตถุดิบตัวนี้พอดี ส่วนของอื่น ๆ พันปิยะก็หยิบมาจากที่บ้านทั้งนั้น เขาหันไปตอกไข่ลงถ้วยสักสองฟอง ตีให้เข้ากัน รื้อ ๆ อุปกรณ์อยู่ได้ไม่นานก็ส่งทั้งถ้วยไข่ทั้งแปรงทาเนยให้หนุ่มเกาหลีนำไปแจกจ่ายให้ครบคน


   ยังไม่ทันได้พูดอะไรต่อก็ถูกรั้งออกมา พันปิยะแหงนหน้ามอง เป็นสิงหาเจ้าตัวแสบอีกคน ตัวแสบส่งยิ้มเจี๋ยมเจี้ยมอย่างที่ไม่ค่อยได้เห็นมาก่อนมาให้


   “ต่งต๊ง.. ก็เข้าใจนะว่านายทำมาเยอะแล้ว แต่ยังไงช่วยทำไส้ใหม่ให้ฉันหน่อยได้หรือเปล่า?”


   “..หือ?”


   “ก็นายเล่นใส่ผักเยอะขนาดนั้นฉันก็กินไม่ลงสิ” เขาคราง สีหน้าไม่ค่อยสู้ดีนัก “ในฐานะที่เรารักกันก็เห็นใจกันหน่อยเถอะนะ”


   พันปิยะขมวดคิ้วดุ “พูดให้มันดี ๆ หน่อย คนขอร้องกันเขาพูดอย่างนี่รึ? แล้วนี่โตป่านนี้แล้วนายไม่ยอมกินผักอีกหรือไงออกัส?”


   “ก็มันกินไม่ได้นี่... น่า~ นี่ฉันอุตส่าห์ยอมหิ้วท้องละจากโรงอาหารมาหานายถึงที่นี่ เพราะฉะนั้นก็ช่วยหน่อยน่า.. นะ?”


   ถึงจะไม่ชอบใจนักแต่ก็ไม่อาจใจไม้ไส้ระกำยอมปล่อยให้เพื่อนหิวไส้กิ่วได้ ดูจากหน้ามันแล้วก็ต้องยอมเชื่อว่ามันพูดจริง คนถูกร้องขอขยับแว่น


   “ถั่วงอกกินไหม?”


   “ม่ายยย”


   “กะหล่ำ?”


   “ม่ายยยยย”


   “แครอท?”


   “ม่ายยยยยยย”


   “ผักชีล่ะ?”


   “ก็ม่ายยยยยยยยยย”


   “...เอางี้ดีกว่า งั้นบอกมาเถอะว่าทุกอย่างที่มีในนี้ นายจะกินอะไรบ้าง..”


   คนทำอาหารว่าแกน ๆ ได้ยินดังนั้นสิงหาจึงระริกระรี้รีบไปนำอะไรบางอย่างมาให้


   “นี่ไง ๆ” ส่งถ้วยที่ภายในมีหมูสับ เห็ดหอม แล้วก็วุ้นเส้นมาให้เขา ..ที่แท้ความรู้สึกที่คิดว่าวัตถุดิบมันพร่องไปก็ไม่ใช่เรื่องที่เขาคิดไปเองคนเดียว เป็นสิงหานี่เองที่แอบเก็บบางอย่างเอาไว้นิด ๆ หน่อย ๆ เผื่อในส่วนของตัวเอง “กินไอ้นี่แหละ”


   “เอากระเทียมกับรากผักชีหน่อยดีไหมกัส?”


   “ไม่เอาอะไรทั้งนั้น เหม็น ไม่ชอบ”


   “...ไม่เอาสักอย่างเลยสินะ จะกินหมูผัดเห็ดกับวุ้นเส้นใส่เครื่องปรุงอย่างเดียวสินะ”


   “ใช่แล้ว”


   “พริกไทยล่ะเอาหรือเปล่า?”


   “นิดนึง” ทำมือประกอบด้วย “อย่าเยอะนะ เดี๋ยวเผ็ด”


   เป็นลูกค้าที่เรื่องมากจริง ๆ พันปิยะคิดในใจ หากเป็นเวลาอื่นคงจะพูดออกไปโดยไม่ไว้หน้าแล้ว แต่อาจเป็นเพราะเห็นเพื่อนอยู่ในฐานะลูกค้า เด็กหนุ่มจึงไม่ได้พูดออกไป


   เพียงไม่นานสิ่งที่สิงหาร้องขอก็เสร็จสมบูรณ์ จอมกวนยกส่วนของตนมานั่งร่วมกลุ่มอย่างชื่นบาน ในที่สุดก็มาถึงขั้นตอนสุดท้ายของการทำปอเปี๊ยะทอด นั่นคือการห่อไส้ก่อนจะนำไปทอดในน้ำมัน


   “..แบบนี้”


   พันปิยะตักไส้มาวางบนแป้ง โดยทีทุกคนตั้งใจดูอีกเช่นเคย


   “อยากตักมากตักน้อยก็ตามใจ ตักมากก็ได้อันอ้วน ๆ ตักน้อย ๆ ห่อออกมาได้สวยดี” เขาสาธยาย “นี่.. ตักไว้ตรงเกือบจะกลาง ๆ ก็ได้ แล้วก็พับแป้งขึ้นมาแบบนี้ ดันไส้เข้ามาให้แน่น ๆ”


   ปลายนิ้วยกแผ่นแป้งขึ้นปิดทับส่วนของไส้ แล้วจึงขยับดันไส้เข้ามาให้ชิดกับด้านในของด้านที่พับเข้า
“เห็นไหมว่ามันจะร่นลงมา ..พวกนายก็ม้วนเลย ม้วนให้ได้สักครึ่งหนึ่งแล้วก็พับด้านข้างเข้ามา ..ลองดูสิ”


   จัดแจงพับทั้งด้านซ้ายและด้านขวาของปอเปี๊ยะเข้าเป็นการปิดมุมทั้งสองด้าน จะเห็นว่าสภาพของอาหารในมือเริ่มเป็นทรงกระบอกกลม ๆ ดูใกล้เคียงกับที่ทุกคนเคยเห็นตามตลาดหรือร้านอาหารแล้ว “ไม่จำเป็นว่าต้องให้มันสวยเหมือนพับผ้าหรอกนะ ขอแค่ให้มันปิดได้ก็พอ ..นั่นล่ะ เสร็จแล้วก็ม้วนต่ออีกหน่อย ใช่..ใช่ ..อย่าเพิ่งม้วนหมดนะ!”


   “นี่.. เราจะมาใช้ไอ้นี่ก่อน” พันปิยะหยิบแปรงทาเนยขึ้น จุ่มลงในถ้วยไข่เตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว “เราจะใช้ไข่เป็นกาวแปะไว้ให้มันติดกันอย่างนี้ เวลาจับเวลาทอดมันจะได้ไม่คลายตัวออก คงรูปสวยอยู่เหมือนเดิม” เขายิ้ม “ถ้าอยากลดต้นทุนก็เปลี่ยนจากไข่เป็นแป้งข้าวโพดก็ได้ ใช้ได้เหมือนกัน” พูดลอย ๆ โดยไม่หันไปมอง “...ทาบาง ๆ ก็พอ ไม่ต้องเยิ้มถึงขนาดเป็นปอเปี๊ยะชุบไข่ทอดก็ได้นะรัก”


   เจ้าของชื่อหัวเราะอย่างเคอะเขิน ยกมือขึ้นปาดปากหนึ่งที


   “ย้าห์~ ทำไมพี่ตงถึงต้องจ้องที่รักคนเดียวเลยล่ะฮะ”


   “เราเป็นห่วง” ตอบสั้น ๆ “เอ้า.. ทำไป เดี๋ยวจะตั้งกระทะไว้ให้ เสร็จแล้วเอามาลง รอจนมันเหลืองทั่ว ๆ แล้วค่อยเอาขึ้นมาพักให้สะเด็ดน้ำมัน ..จอกดูเพื่อนให้เราหน่อยได้ไหม?”


   ผู้รับหน้าที่พ่อครัวเทน้ำมันลงภาชนะพอประมาณ กะว่าให้พอท่วมชิ้นปอเปี๊ยะเป็นอันใช้ได้ ยังไม่อยากเห็นโศกนาฏกรรมในห้องคหกรรม จึงเลือกฝากฝังหนุ่มโย่งเพราะหน้าตาฉายแววน่าเชื่อถือที่สุดแล้วในบรรดาสี่คน คราวนี้เป็นทีของน้ำจิ้ม หลังจากความวุ่นวายเล็ก ๆ เป็นระยะ ในที่สุดการทำอาหารครั้งนี้ก็ใกล้ถึงจุดเสร็จสมอารมณ์หมาย


   “..อันนี้ของฉัน ใครอย่าบังอาจเอาไปนะครับ - -+”


   เสียงสิงหาลอยมา คงกลัวชิ้นของตนเองจะปนกับชิ้นที่มีผักอยู่ข้างใน


   พันปิยะเห็นวัตถุดิบต่าง ๆ แล้วต้องมุ่นคิ้ว ตะโกนถาม


   “รัก ทำไมพริกมันเยอะขนาดนี้!?”


   “อ้อ รักโขลกเผื่อตัวเองด้วยน่ะฮะ”


   มองพริกโขลกเละ ๆ ปริมาณเต็มถ้วยแล้วได้แต่สะพรึง “..เยอะขนาดนี้ ..ทั้งหมดนี่เลย?”


   “ฮะ~”



   กระเพาะลื่อมันไม่ทะลุบ้างหรือไงวะ!?



   ลงท้ายก็ต้องทำน้ำจิ้มสามแขนง มองถ้วยน้ำจิ้มสามถ้วย ไล่ตั้งแต่สีสันจืดสนิทไม่มีอะไรเลย ไปจนถึงกำลังดี กับถ้วยสุดท้ายที่แดงเถือกชนิดที่เพียงแค่ได้กลิ่นก็ต้องรีบหันหนีเพราะระคายจมูกด้วยกลิ่นพริกจำนวนมหาศาล ..พันปิยะได้แต่สังเวชใจ โยนเส้นแครอทขูดกับใบผักชีลงไปในแต่ละถ้วย เมินเสียงคัดค้านจากเด็กไม่กินผักอย่างเต็มที่


   “ไม่อยากกินก็ไม่ต้องกิน” เด็กหนุ่มว่าแข็ง ๆ “ใส่ให้มันสวยเฉย ๆ ..เห็นโล้น ๆ อย่างนี้แล้วมันอนาถใจชอบกล”

 
   แบ่งชิ้นปอเปี๊ยะเป็นคำ ๆ ก็เรียบร้อย คนทำแสร้งตีหน้าขรึม พยายามเก็บอาการดีใจเอาไว้ยามได้รับคำชมจากเพื่อน แต่ไม่ว่าอย่างไรก็เก็บไม่มิด


   “ฝีมือใช่ย่อยนะครับเนี่ยตง” ศฤคาลยิ้ม “ไม่เสียทีที่รอเลยครับ”


   “ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกมั้ง” คนถูกชมตอบกลับ มือก็ล้างอุปกรณ์ต่าง ๆ นาน ๆ ก็ดูสามตัวปั่นที่กลั่นแกล้งกันเองด้วยการคีบส่วนของอีกฝ่ายเข้าปาก สิงหาเป็นฝ่ายเสียเปรียบที่สุด ไม่สามารถแย่งใครกินได้เนื่องด้วยเพราะผัก เด็กหนุ่มตั้งอกตั้งใจปกป้องส่วนของตัวเองสุดฤทธิ์


   “ทุกคนก็ช่วย ๆ กันทำนั่นแหละ ใช่ว่าเราทำอยู่คนเดียวสักหน่อย”


   หนุ่มผิวแทนยิ้มรับ ไม่ว่าอะไร “เป็นลูกมือให้ตงก็..ดีครับ ช่วยกันทำไปพร้อม ๆ กับคนอื่นก็สนุกไม่น้อยเลยครับ”


   “อย่างนั้นหรือ?”


   “แล้วตงไม่สนุกเหรอครับ?”


   คำถามพร้อมกับใบหน้าซื่อ ๆ ของศฤคาลดึงความสนใจของเขาขึ้นมาจากอ่าง ส่วนทางศฤคาลยังคงก้มหน้าก้มตาถูฟองน้ำเข้ากับถ้วยกระเบื้อง


   “สนุกสิ ถึงจะวุ่นวายไปหน่อยก็เหอะ”


   “ครับ” หนนี้ศฤคาลยิ้มในแววตา


   “..นึกว่าจะไม่ชอบใจซะอีกนะ เพราะเราเองก็ใช้แหลกเลย ขอโทษที่ไม่ได้เกรงใจพวกนายเท่าไหร่”


   “ไม่เป็นไรหรอกครับ”



 
   เป็นเพราะทำเยอะเกินไปด้วยความเพลินของแต่ละคน สุดท้ายจึงมีโอกาสได้หอบหิ้วปอเปี๊ยะที่เหลือไปฝากเพื่อน ๆ ในห้อง รวมไปถึงครูกฤตกาญจน์ที่ยอมให้เด็กนักเรียนใช้ห้องคหกรรมในเวลานอกเหนือจากวิชาเรียน
นอกจากจะได้ประสบการณ์การทำอาหารนอกเหนือจากที่บ้านแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เขายังได้รับรู้รสนิยมการกินของผองเพื่อนแต่ละคนอีกด้วย



   เขาจดรายการลงกระดาษ


.

.


   ไว้วันหลังมีโอกาสมาที่บ้านอั้วเมื่อไหร่ ใครถูกใจหรือไม่ถูกใจอะไร ‘จะได้จัดให้ถูก’


   คำว่าถูกใจหรือไม่ถูกใจอะไรนั้น ไม่สามารถระบุได้ว่าถูกใจ ‘ผู้ทาน’ หรือถูกใจ ‘ผู้ทำ’ กันแน่


.


.


   พันปิยะคลี่ยิ้ม แว่นตาสะท้อนแสงเป็นประกาย.











+++++++++++++++++++++++++++  

  
 

*왜왜왜!!! 

คำที่รักอุทานเป็นกำหลี โดยทั่วไปจะได้ยินประมาณ เว่ ๆ ๆ (หากอ่านตามตัวอักษรจะได้ว่าแว)
มีความหมายว่า 'ทำไม' มีสามตัวเลยคูณสามเข้าไป จะได้ว่า "ทำไมอ้ะ ทำไมอ้ะ ทำไมอ้ะ!!!"






สรุป

- เมนูที่เคยบอกกับจอกไป ที่แท้ก็คือปอเปี๊ยะทอดนี่เอง
 
- บอกว่าจะทำให้ตอนเช้า แต่ที่สุดแล้วก็ต้องมาทำตอนเที่ยงแทนเพราะว่าไม่ทัน โดยไปขอใช้ห้องคหกรรมกับครูกฤต
 
- ออกัสกับน้ำน่านตามมาช่วยด้วยเหตุผลหลัก ๆ คือเพราะมีประสบการณ์กับการทำอาหารของรักแล้ว ส่วนเหตุผลรอง...
 
- ในเวลาถัดมา ทั้งจอกทั้งตง ในที่สุดได้เห็นฝีมือการทำครัวอันน่าสะพรึงของรักในระดับเบื้องต้นแล้ว *3* (ต่อไปคงจะมีป่วนกว่านี้อีก อันที่จริงอยากให้ป่วนกว่านี้ แต่เกรงว่ามันจะยาวไปค่ะ ขอยกยอดไปโอกาสหน้านะคะ ; v ; //ฮา)
 
- ใครเล่าจะรู้ว่าพ่อสิงหาจะเลือกกินอย่างร้ายกาจ.. ลื่อเป็นหนุ่มกินเนื้อสินะ.. จึงไม่คิดที่จะแตะผักเล้ยย
 
- หนุ่มเกาหลีอย่างรักก็กินเผ็ดอย่างร้ายกาจจจ น่ากลัวที่สุด! ตรงกันข้ามกับกัสศรีที่ไม่แตะของเผ็ด
 
- เอาน้ำน่านมาอวยค่ะ หนูเป็นแม่ยกกกกกก //โบกสะบัดผ้าเชียร์

- ตี๋บันทึกข้อมูลว่าใครชอบไม่ชอบอะไรไว้เรียบร้อย ..หึหึ
 



Talk :

ในที่สุดก็ได้เขียนถึงด้านทำอาหารของตงแล้ว ..เย้!
 
บอกว่าทำอาหารเก่ง แต่ถ้าไม่มีมุมที่ทำอาหารให้เห็นเลยก็จะรู้สึกแปลก ๆ ชอบกล ในที่สุดจึงได้ปั่นฟิคนี้ออกมาค่ะ อาจจะดูโฟกัสไปทางการทำอาหารมากหน่อย ก็อย่าเพิ่งเบื่อกันไปก่อนนะคะ >A<
 
(ตัวผปค.เอง ลำพังแค่ทอดไข่เจียวไม่ไหม้ก็เลิศแล้วค่ะ ..แต่ของผัดของต้มเค้าทำได้อยู่นะ!)
 
ช่วงที่เขียนโดยผ่านทางด้านของหนุ่มจอกนั้น อยากจะบอกว่าเป็นอะไรที่ฟีลกู๊ดชีวีสงบสุขมากค่ะ //ซับน้ำตา  นาน ๆ ทีได้หลุดพ้นจากเสียงเอ็ดตะโรโวยวายของหนุ่มตี๋มันก็ไม่เลวเหมือนกัน อั๊ยย่ะ *3*
 
ฟิคนี้ก็เป็นฟิคที่ต๊ะบูมมี่ย์ (พ่อจอก) มาไว้นานมากแล้ว นับนิ้วไปนับนิ้วมาก็พบว่าผ่านมาตั้งเกือบหกเดือนกว่าจะทุบไหได้สำเร็จ lllOTL
 
เขียนถึงรักถึงน้ำน่านก็สนุกดีไม่น้อยค่ะ (ละเว้นไม่พูดถึงกัสศรีไปเพราะรายนี้เขียนถึงบ่อยเหลือเกิน //โดนตรบ) ได้เห็นมุมป่วนมุมโมเอ้ว์ของแต่ละคนก็ดีมิใช่น้อย ฮิฮิ
 
อีกอย่างที่เลือกอัพวันนี้ก็เป็นเพราะวันนี้เป็นวันเกิดจอกด้วย แฮปปี้เบิร์ธเดย์ทูยู้ว์นะจ๊ะหลานจ๋า XD
 
และเช่นเคยค่ะ ยังไงก็ขอขอบคุณผปค.ทุก ๆ คนค่ะที่มอบโอกาสในการยืมตัวลูก ๆ มาเล่นนะคะ >3< !