EVENT


 
*เอนทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการโรงเรียนลูกบาศก์*
 
 
 
 

 

[CS] EV-MS : (ค.) เพราะซวย... (จบ)
[ตัวละคร - รุ่นสี่]
ผู้ดำเนินเรื่อง : สิงหา (ออกัส), พันปิยะ (ตง)
ผู้ถูกพาดพิง : ศรันฉัตร (เฟิร์น), มณฑกาญจน์ (โมรา), อังคาร (มาร์ส -OC-)
[ระยะเวลา – หลังปีใหม่ 4 ม.ค. 2555 (ช่วงเช้าก่อนเข้าเรียน)]
ต่อเนื่องจาก : (ก.) เพราะเรื้อน..., (ข.) เพราะหึง... โดยพี่พร-แม่เฟิร์นค่ะ
(ค.) เพราะซวย... (1) โดยผปค.ตง



 
 
 

 

   “เราอยากให้นายเลิกทำแบบนี้กับเราสักที!”


   .


   .


   “เลิกทำอะไรล่ะ? ..เล่นบอกไม่เคลียร์แบบนี้ฉันก็จัดการได้ไม่ถูกนะ ..ที่พูดนี่คือหมายถึงอยากให้เราหวานชื่นกันมากกว่านี้หรือเปล่า?” สองมือล้วงกระเป๋ากางเกง สิงหายิ้มยียวน “แหม..แล้วก็ไม่ยอมบอกตั้งแต่แรกนะครับ ปล่อยให้คิดเอาเองอยู่ได้”


   “ใช่ซะที่ไหนล่ะวะ!”


   “ก็เห็นพามาที่ลับหูลับตา ก็เลยสงสัยว่าตงคงอยากอยู่ด้วยกันสองต่อสองกับฉันนี่น้า~”


   พูดจบก็มองไปรอบ ๆ แล้วต้องเผลอมุ่นคิ้วลงบางเบา ภาพไม้เขียวชอุ่มของสวนพฤกษศาสตร์ที่รายล้อมโดยรอบชวนให้นึกถึงเหตุการณ์อันน่ากระอักอ่วนในคืนนั้น ผิดเสียแต่ว่า ณ เวลานี้เป็นเวลากลางวัน ฟากฟ้าใสเจิดจ้า ขณะเดียวกันบรรยากาศโดยรอบกลับเงียบสงบจนน่าแปลก


   แปลกจนเกินไปด้วยซ้ำ...ถ้าไม่นับหมอนี่น่ะนะ สิงหาเหลือบดูอีกคนที่อยู่ในสถานที่เดียวกัน ลางสังหรณ์บอกว่าหลังจากนี้อาจจะเกิดเหตุไม่สู้ดีขึ้นกับตัวเขาก็เป็นได้


   พันปิยะยืนฮึดฮัด จากอาการแล้วถ้าเลือกได้คงอยากต่อยเขาเสียเต็มประดา


   “เราอยากให้นายเก็บมือไม้นายไปให้พ้น ๆ จากเราสักที!” คนพูดโพล่งเป็นชุด หน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ “แล้วช่วยเลิกเรียกเราว่าศรีภรรยาบ้าบออะไรนั่นด้วย!!”


   “..ใจเย็น ๆ ก็ได้นะครับ”


   “ไม่ยงไม่เย็นแล้วเว้ย!”


   “..เอาเหอะ”


   สิงหาถอดถอนใจอย่างจอมปลอม ในใจคิดว่าดูท่าเหตุการณ์ไม่สู้ดีที่ว่านั่นอาจจะเป็นการที่เขาต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจคอยให้กลั่นแกล้งไปคนหนึ่ง


   การได้แกล้งพันปิยะนั้นนับว่าเป็นอะไรที่เห็นผลมาก เด็กหนุ่มชอบปฏิกิริยาตอบรับรวดเร็วทันใจของอีกฝ่าย แกล้งปุ๊ปโกรธปั๊ป ไม่ว่าคนชอบแกล้งคนไหนก็ต้องชอบน่าดู เพราะทำให้รู้สึกว่าการแกล้งก่อกวนที่ได้ทำลงไปนั้นประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี


   เด็กหนุ่มตั้งใจจะปฏิเสธเหมือนอย่างทุกที หากคนตรงหน้าไม่ส่งวัตถุบางอย่างมาขัดจังหวะเสียก่อน พันปิยะพยักพเยิดเป็นทีให้รับไป เขาจึงจำต้องรับมาอย่างเสียมิได้


   หลังจากเอื้อมมือรับมาและตั้งใจดู สิ่งที่ได้เห็นก็ถึงกับทำเอาตัวชาวาบ ฉับพลันนั้น.. ในสายตาของเขา ใบหน้าจืด ๆ ดูไม่มีพิษภัยของพันปิยะก็แปรเปลี่ยนเป็นใบหน้าอันเปี่ยมไปด้วยความร้ายกาจอย่างที่สุด!


   สิงหาสบตากับคนมอบอย่างตกตะลึง สิ่งที่พันปิยะส่งมาให้คือโทรศัพท์มือถือเครื่องหนึ่ง



   มันมีรูปภาพของเขาและหนุ่มเชื้อสายฟินนิชในครั้งนั้นเด่นหราอยู่บนหน้าจอ!



   “เลื่อนดูรูปอื่นได้นะ” เจ้าของโทรศัพท์กล่าวเสริม “อยากลบก็ลบได้ มีแบ็กอัพสำรองไว้”


   สิงหานิ่วหน้า คนมอบสังเกตอาการคู่กรณีแล้วต้องคลี่ยิ้มพึงพอใจ อารมณ์ที่เคยประทุเย็นลงอย่างรวดเร็ว


   “ตกลงจะทำตามอย่างที่เราว่าหรือเปล่า?”


   โดยไม่ต้องเสียเวลาคิดให้มากเรื่อง สิงหาพยักหน้าตอบตกลง “ทำสิ”


   กลับกลายเป็นคนจงใจแบล็กเมล์คู่กัดที่ต้องเป็นฝ่ายอึ้งบ้าง พันปิยะถึงกับไม่แน่ใจจนต้องออกปากถามซ้ำ
   “ง่ายไปไหม? นายจะเลิกเรียกเราแบบนั้นจริง ๆ รึ?"


   “เออน่า.. ก็ถ้าไม่ชอบขนาดนั้นก็จะยอมเลิกเรียกก็ได้”



   สิงหาพ่นลมพรืด พยายามเก็บความไม่พอใจเอาไว้ นึกไม่ถึงจริง ๆ ว่าพันปิยะจะเล่นไม้นี้ ไม่รู้ว่าตอนนั้นมันไปซ่อนตัวอยู่ตรงไหน กะตำแหน่งจากระยะภาพถ่ายก็อนุมานเอาได้ว่าคงไม่ใกล้ไม่ไกลจากที่ ๆ พวกตนอยู่กันมากนัก ถึงจะเป็นอย่างนั้นต่างก็ไม่มีใครรู้สึกตัวเลยแม้แต่น้อย



   “ถ้ามาบอกตรง ๆ แบบนี้ว่าไม่ชอบ ทนไม่ได้จริง ๆ ฉันก็เลิกเรียกก็ได้”


   "เราว่าเราก็บอกไปหลายรอบแล้วนะเว้ย มันดูไม่จริงจังเลยหรือไง?"


   “มันดูเล่น”


   “ทุกคำที่อั้วเพียรบอกมันดูเป็นเรื่องเล่น ๆ งั้นเรอะ!”


   พันปิยะกอดอกเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน หน้าตึงไม่ต่างกับคู่สนทนาเลยแม้แต่น้อย หมายมาดในใจว่าหลังจากนี้คงต้องไปฝึกวิธีในการสื่อสารกับมนุษย์ประเภทนี้เสียใหม่ ความจริงจังของเขากลายเป็นเพียงผงธุลียามอยู่ต่อหน้าคนดื้อด้านไม่ยอมรับรู้อะไรง่าย ๆ อย่างคน ๆ นี้


   “..เหอะ” เขาแค่นเสียง มองอีกฝ่ายด้วยหางตา “อันที่จริงตอนแรกกะว่าจะเอาไปให้รักไม่ก็น้ำน่านก่อนเลยน่ะนะ เรื่องมันจะได้เผยแพร่ไว ๆ ไง”


   สิงหาเงียบเสียง ไม่ตอบรับอะไร ทว่าตาคู่คมกลับหรี่ลงจนคมกริบ พิจารณาให้ดีจะพบว่ามันวาววับแปลบปลาบดั่งมีดดาบ


   ยามได้เห็นสายตานั่น เด็กหนุ่มผู้ผันตัวมาเป็นฝ่ายคุกคามถึงกับหนาวยะเยือก คล้ายสถานภาพของแต่ละคนได้พลิกผัน พันปิยะรู้สึกตนกลายเป็นฝ่ายถูกคุกคามเสียเอง เขาเลี่ยงหลบการจ้องมองนั้นด้วยการเสมองไปทางอื่น ..สู้อุตส่าห์มีโอกาสทั้งที หากเลือกได้เขาก็ไม่อยากแพ้เจ้าหมอนี่


   ผ่อนลมหายใจออกแล้วกลับมาเผชิญหน้าอีกครั้ง คุมน้ำเสียงไว้ให้เหมือนผู้เหนือกว่า


   "..ก็ไม่ได้ตั้งใจหรอกนะ” อาตี๋ตัดสินใจปล่อยหมัดสองที่ฟังดูคล้ายการสารภาพความผิด “แต่อยากจะบอกว่านอกจากนาย ตอนนี้ก็ยังมีเฟิร์นที่เห็นแล้วเหมือนกัน”


   ดวงตาของสิงหาปรากฏรอยหวั่นไหววิ่งผ่านครู่หนึ่ง ..ก่อนจะกลับมาคมกริบยิ่งกว่าเก่า เด็กหนุ่มเอ่ยเสียงต่ำประหนึ่งราชสีห์ที่เริ่มขู่คำราม มาดยียวนที่เคยแสดงออกเป็นนิจเลือนหายไปสิ้น


   “เห็นได้ยังไง?”


   “คือเราให้เฟิร์นยืมโทรศัพท์..” อธิบายแห้ง ๆ ฝ่ายตรงข้ามแลดูน่ากลัวกว่าแต่ก่อนจนทำเอาไม่กล้าเก็บงำ “แล้วไม่รู้เฟิร์นกดอีท่าไหนถึงได้ไปเห็นภาพได้"



   สิงหาตวัดสายตา



   “...ถ้าไม่เห็นนายเป็นเพื่อนฉันต้องกระทืบไปแล้วแหงๆ”



   “ขอบใจ..” พันปิยะรับคำ มือทั้งคู่ชื้นเหงื่อ



   "..เราก็ดีใจที่อย่างน้อยตอนนี้นายก็ไม่เห็นเราเป็นศรีภรรยานั่นอีก"




   สิงหาขยับกาย นี่คือสิ่งที่เขาจับสังหรณ์ได้มาตั้งแต่ต้นสินะ นึกไม่ถึงว่าคนอย่างพันปิยะจะกล้าใช้วิธีนี้กับเขา น้ำหน้าอย่างมันดูไม่เหมือนคนที่กล้าทำอะไรด้วยวิธีที่ต้องใช้เล่ห์เหลี่ยมมาก ๆ เลยแม้แต่น้อย และจากทั้งหมดที่ดู มันก็คงไม่เคยใช้วิธีนี้มาก่อนในชีวิตกระมัง อาการที่พันปิยะแสดงออกเป็นตัวบอกทุกอย่างแล้ว ถึงกระนั้นสิงยอมรับว่ามันก็ทำให้เขาตกใจได้



   ..นี่มันคงเก็บกดมานาน สิงหาเอียงคอน้อย ๆ ดูคู่กรณีที่เริ่มแสดงอาการลนลานยามตกอยู่ในสายตาตน



   ถึงจะเป็นเช่นนั้น ทว่าในใจของเด็กหนุ่มกลับอึดอัดประกอบกับเป็นกังวลยามนึกภาพของนักเรียนหญิงคนที่คอยอยู่เคียงข้าง และจัดการดูแลชีวิตการเรียนของเขาจนเขาถึงกับออกปากยกตำแหน่งให้หล่อนเป็นถึงคุณแม่


   พันปิยะบอกว่าหล่อนเองก็ได้เห็นรูปนั่นเหมือนกัน ..สิงหาตกอยู่ในห้วงคำนึง ..ลำพังเพียงแค่คนอื่นมาเห็นก็สามารถเข้าใจผิดได้ง่าย ๆ อยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นหล่อน เขาเชื่อว่าคนอย่างหล่อนอาจเข้าใจผิดได้มากกว่านั้น มิหนำซ้ำคงปักใจจริงจังว่าเขาเป็นผู้ชายประเภทนั้นจริงโดยที่เขาไม่มีโอกาสได้แก้ตัว



   ไม่สิ.. แก้ตัวไปอย่างไรก็คงไม่ฟัง ..มันคงจะเป็นอย่างนั้นมากกว่า



   “นายชอบเฟิร์นจริงเหรอ?”


   พันปิยะที่บัดนี้ตกอยู่ในตำแหน่งอดีตศรีภรรยาถามขึ้นมาทื่อ ๆ อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ..ทำเอาเขาสงสัยเหลือเกินว่าหมอนี่ได้ยินอะไรมาบ้าง หากเป็นปกติก็คงนึกขำถูกอกถูกใจกับความตรงของเพื่อนไม่น้อย


   เด็กหนุ่มตอบข้อสงสัยออกไปตามตรง มาถึงขั้นนี้คงไม่มีอะไรที่จะต้องปิดบังอีกแล้ว


   “อืม จริง”



   แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าหล่อนจะชอบเขาหรือเปล่า?



   พอได้ยินคำตอบ ตาเล็กหลังกรอบแว่นของพันปิยะเบิกค้าง


   “ไม่ได้ตั้งใจสร้างความร้าวฉานนะ”


   “เออ ฉันเชื่อ”


   สิงหารับสั้น ๆ แล้วบรรยากาศทั้งหมดก็กลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง เขายกมือเกาศีรษะตัวเองแกรก ๆ ดูท่าเรื่องที่พันปิยะตั้งใจจะเรียกมาคุยได้จบลงแล้ว ทว่าสิงหากลับรู้สึกไม่ชอบใจเลยแม้แต่น้อย มันทำให้เขารู้สึกว่าตนเสียเปรียบเต็มประตู มีเขาอยู่คนเดียวหรือไงที่ต้องเป็นฝ่ายบอกความจริงออกมาทั้งหมด


   เขาคว้าไหล่พันปิยะที่กำลังจะไปจากด้านหลัง ในเมื่อมันไม่ชอบให้กอดคอเขาก็คว้าไหล่มันแทน แบบนี้คงไม่ผิดใช่ไหม?


   “แล้วนายล่ะตง” เป็นทีเขาเอ่ยสิ่งที่สงสัยอยู่ในใจออกมาบ้าง “ชอบโมราจริงรึเปล่า?”


   "ม-- จริงสิ"


   ไม่ว่าเมื่อไรปฏิกิริยาของพันปิยะก็ทันใจเขาเสมอ สิงหากระตุกยิ้ม สังเกตเห็นเม็ดเหงื่อที่ข้างขมับเพื่อน มันรู้ความลับเขาไปตั้งสองเรื่อง คราวนี้ถึงตาของเขาบ้างแล้วที่จะได้รู้ความลับของอีกฝ่าย


   ความเป็นคนตรงไปตรงมาจนถึงขีดสุดของพันปิยะกำลังหวนกลับมาเล่นงานเจ้าตัว



   ..แม้แต่เด็กประถมยังโกหกได้เก่งกว่ามัน!



   เขาใช้สายตาเขม้นมองคนในเงื้อมมืออีกครั้ง เริ่มรู้แกวว่าพันปิยะแพ้สายตาเช่นนี้


   พันปิยะพยายามทำใจดีสู้เสือ สบตาเขากลับ ทั้งที่เม็ดเหงื่อผุดพรายยิ่งกว่าเก่า เห็นดังนั้นเขาจึงตัดสินใจส่งคำถามกระตุ้นต่อไป


   “ชอบโมราจริงสินะ.. ไม่ใช่แค่เอามาเพื่อแก้ต่างใช่ไหม?”


   ทำแบบนี้อีกไม่นานคนอย่างพันปิยะก็จะเป็นฝ่ายคายความลับออกมาด้วยตนเองอย่างแน่นอน


   "ต..ต้องจริงอยู่แล้วสิ เรื่องแบบนี้ใครจะเอามาพูดเล่น ๆ กัน"


   คนตัวสูงกว่ากดเสียงต่ำ “..แล้วทำไมถึงต้องตะกุกตะกักนิดหน่อยล่ะ”


   บัดนั้นพันปิยะตระหนักได้ว่า สิงหานั้นใช่ว่าจะถูกเคี้ยวได้ง่าย ๆ เขาเล่นงานมันได้ แต่ในที่สุดมันก็จะหาทางกลับมาเล่นงานเขาคืนอยู่ดี



   บางทีเขาอาจจะเลือกเล่นด้วยผิดคน!



   "ก็..ก็ตื่นเต้นที่ได้พูดความจริงไง” คนตอบหน้าซีด “คืออย่างเราให้มาพูดเรื่องคนที่ชอบอย่างนี้มันก็เขินเป็นเหมือนกัน"


   “เหรอ ท่าทีไม่เหมือนเขินเลยนะตง”


   สิงหาว่ายิ้ม ๆ แต่ในดวงตาทั้งคู่เรียบสนิทไร้รอยขัน เขาลดมือลงจากไหล่เพื่อนที่กำลังลนลาน แล้วไหวไหล่ทั้งสองข้างของตน


   “เอาเป็นว่าถ้าทำโมราเสียใจขอต่อยซักหมัดแล้วกัน ..คงไม่ว่าสินะ? นายทำโมราเสียใจโมราก็เจ็บเหมือนกัน ก็เท่าเทียมดีนะ” เขาตบท้ายคำพูดด้วยรอยยิ้มกว้างยิ่งกว่าคราวแรก


   “อึ่ก.. ยังไม่ได้ทำอะไรโมราสักอย่างเลยนะ”


   “..หืม?”


   “..เราโกหกน่ะ”


   ในที่สุดพันปิยะก็สารภาพความจริงออกมาคนได้ เด็กหนุ่มหน้าซีดยิ่งกว่าเก่าหลังพบว่าตนกล่าวอะไรออกไป เขาทำท่าเหมือนอยากกัดลิ้นตัวเองตายไปให้รู้แล้วรู้รอด


   “โกหก?”


   "ก็ใครใช้ให้นายเที่ยวล้อเรา ไปบอกทุกคนว่าเราเป็นศรีภรรยานายวะ!"


   ...เป็นอย่างที่คาดไว้ไม่มีผิดเลยจริง ๆ สิงหาลอบยิ้ม ..ก็นึกสงสัยมานาน ตั้งแต่คราวที่พันปิยะบอกว่าชอบมณฑกาญจน์ เขาก็ตั้งมั่นลองสังเกตดูมาหลายเดือนว่าพันปิยะจะทำอะไรให้คนที่ชอบบ้าง แต่ผลปรากฏคือ..มันไม่ทำอะไรเลย


   ก็ไม่รู้ว่าชอบผู้หญิงประสาอะไรถึงไม่มีอาการตื่นเต้นหรือสนใจอีกฝ่ายเลยสักนิด ไม่เห็นเหมือนเขาเลย พอหมอนี่เข้าใกล้มณฑกาญจน์ก็มีแต่จะแสดงสีหน้าเหมือนเด็กแอบไปทำความผิดลับหลังคุณครูอยู่ร่ำไป



   ในที่สุดวันนี้ก็ได้รู้ความจริงทั้งหมดแล้ว



   “อา งั้นถ้าฉันผิด ฉันขอโทษ..” มองหน้าเหวอ ๆ ของพันปิยะ ก็รู้เลยว่าคู่กรณีกำลังตกใจว่าทำไมเขาถึงพูดขอโทษได้ไวขนาดนั้น สิงหาขยายความเพิ่มเติม


   “ก็ดูเหมือนเรื่องมันจะร้ายแรงขึ้นเรื่อย ๆ ...ถ้ารู้ฉันก็ไม่ปล่อยให้มันมาขนาดนี้หรอกน่า”


   ได้ยินดังนั้นพันปิยะจึงถอนหายใจแรง ๆ หนึ่งที เอ่ยตอบด้วยอารมณ์และสีหน้าที่ดูดีขึ้น


   "..งั้นเราขอโทษนายด้วยก็ได้ แต่เรื่องที่เฟิร์นเห็นนี่ ไม่รู้จะช่วยแก้ยังไงจริง ๆ" พันปิยะพูดเหมือนบ่น "ยิ่งเข้าใจผิดง่าย ๆ ด้วยนี่สิ"


   “ช่างเหอะ.. เรื่องของฉัน ฉันจะลองหาทางแก้เองดู”


   สิงหาว่า แล้วทำท่าเหมือนนึกอะไรขึ้นได้


   “ว่าแต่ตอนนี้กี่โมงแล้ว ฉันว่ากลับขึ้นห้องได้แล้วมั้ง?”


   “ก็ไม่ได้เห็นหน้ากันมานานนี่นะ สงสัยคงใกล้ขาดใจแล้วสิท่า”


   พันปิยะเหน็บ ปรากฏว่าแทนที่จะเป็นเดือดเป็นร้อน อีกฝ่ายกลับส่งยิ้มเปี่ยมไปด้วยเลศนัยให้เท่านั้น




   เรื่องทั้งหมดจบลงด้วยเด็กหนุ่มในชุดนักเรียนทั้งสองคนต่างตาลีตาเหลือกเร่งฝีเท้ากลับสู่ห้องเรียน อารมณ์ที่เคยคลอนแคลนกลับมาเป็นปกติดังเดิมพร้อมกับปัญหาเปลาะหนึ่งที่คลายลงไป


   สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่อาจจะเป็นการแลกเปลี่ยนความลับซึ่งกันและกันระหว่างเด็กหนุ่มสองคนเท่านั้น


   ถึงอยากจะเชื่อว่าทุกอย่างคงจะราบรื่นดี แต่ลึก ๆ ลงไปแล้ว หากมีใครเข้ามาล้วงความความคิดในใจของพันปิยะ ก็คงจะได้รู้ว่า เด็กหนุ่มเชื่อว่าทุกอย่างคงจะราบรื่นจริง...แต่ก็ไม่นานนักหรอก


   แล้วทุกอย่างก็เป็นไปตามสิ่งที่เขาคิด เพียงแค่พักเที่ยง ความราบรื่นที่เคยอยู่เคียงข้างกันมาตลอดก็มลายหายไปสิ้น โดยไม่มีแม้ลางบอกเหตุหรือแม้แต่โอกาสให้ทันตั้งตัว


   “นี่มันอะไรกันวะ!” เสียงกร้าวของสิงหาแผดลั่น พร้อม ๆ กับพันปิยะที่ยืนนิ่งกัดฟันกรอด


    .....


    ...
 

   เป็นไปได้ยังไง..


   ...


   ..


   ..มันเกิดขึ้นได้ยังไง!?



   .



   .
 


   ตกลงว่าดวงอั้วมันจะซวยไม่หยุดไม่หย่อนเลยใช่ไหมหา!!
 
 
 


 


 
 
 

+++++++++++++++++++++++++++  




สรุป

- ตงลากกัสมาคุยสวนพฤกษศาสตร์ ทำให้กัสนึกถึงเหตุการณ์ในงานปีใหม่

- ตงชั่วร้าย ใช้รูปแบล็กเมล์กัสศรี เพื่อให้กัสเลิกแกล้งตน (ไม่ใช่แค่เพียงศรีภรรยา แต่ยังรวมถึงด้านอื่น ๆ อีก)

- กัสยอมรับง่ายกว่าที่คิด บอกทำนองไหงไม่มายอมมาคุยเรื่องนี้ให้มันจริงจังตั้งแต่แรก ตงบอกได้ข่าวว่าจริงจังตลอด

- เพราะสายตาเยียบเย็นของกัส ทำให้ตงสารภาพว่าเฟิร์นเองก็เห็นภาพนี้แล้วด้วย

- กัสรู้สึกไม่ยุติธรรม เลยเค้นถามเรื่องที่ตงกับโมรา

- ปรากฏว่าต้อนไปต้อนมาไม่กี่ที ตงก็สารภาพว่าทุกอย่างนั้นตงกุขึ้นเอง เพราะกัสนั่นแหละหนา...

- คล้าย ๆ กับว่าแต่ละฝ่ายต่างแลกเปลี่ยนความลับซึ่งกันและกันกระมัง - -

- ขึ้นห้องเรียนไป ช่วงพักเที่ยง หนุ่ม ๆ จะเจอกับอะไร โปรดติดตามต่อได้ที่พี่พร แม่เฟิร์นค่าา~~




Talk :

ครบถ้วนแล้วค่ะ *3*

ก็ขอบคุณทุกคนอีกครั้งเช่นเคยค่ะ ยังไงก็ช่วยติดตามตอนต่อไปกันด้วยนะคะ

ซีรีย์นี่จะจบลงอย่างไร ต้องมาลุ้นกันที่พี่พรค่ะ ๕๕๕