[HB] 001- First Time

posted on 29 May 2014 20:59 by 376sec in Hummingbird-Coffee-Shop
 

เอนทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของมินิคอมมู Hummingbird Coffee Shop
 
 
 
 
 
 [HB] 001- First Time
 
 
 



   มุมหนึ่งของห้องชุดสี่เหลี่ยมขนาดสามสิบตารางเมตรถูกจับจองด้วยร่างของชายคนหนึ่ง เบื้องหน้าคือหน้าจอแลปท็อปบนโต๊ะเตี้ยที่กำลังส่องแสงตกสะท้อนลงบนเลนส์แว่นสายตาเหลี่ยมคู่นั้น สิปปภาสนั่งขัดสมาธิ เอนหลังพิงโซฟาบุผ้า ใบหน้าฉายแววครุ่นคิดยามมองตัวอักษรซึ่งปรากฏบนหน้าจอ


   “มานั่งทำอะไรอยู่ตรงนี้มืด ๆ กันเจ้าพัด”

   สิปปภาสหันหน้าไปทางต้นเสียง ผู้ที่กำลังเข้ามาคือสิปปวิชญ์ผู้เป็นพี่ชาย เขาปิดประตูห้อง เลื่อนมือไปเปิดสวิตช์ไฟ ส่งผลให้ในห้องสว่างไสวขึ้น ทำลายบรรยากาศสลัวไปสิ้น


   “..กลับมาแล้วหรือพี่วิชญ์”


   เอ่ยเช่นนั้นเป็นเชิงทักทาย แล้วกลับมาง่วนที่แลปท็อปต่อ ได้ยินเสียงเมาส์คลิกกับเสียงพัดลมพัดดังแกร่ก ๆ เป็นระยะ


   “พี่กินข้าวหรือยัง... ถ้ายังไงมีกับข้าวเหลืออยู่ในตู้เย็นนะ”


   หันไปบอกผู้เป็นพี่อีกครั้งหนึ่ง สิปปวิชญ์มองน้องชายที่ยังคงง่วนกับคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าเมื่อไหร่ท่าทางของน้องชายในสายตาของเขาก็ดูจริงจังอยู่เสมอ ชายหนุ่มหันไปเปิดตู้เย็น รินน้ำใส่แก้วก่อนเดินมานั่งลงบนโซฟาใกล้กับน้องชาย ยกแก้วขึ้นดื่มน้ำอึกหนึ่ง


   “พี่กินมาแล้ว” เขาตอบ ดวงตามองหน้าจอ “วันนี้เขามีนัดกินเลี้ยงกัน พี่เองก็ได้ไปกับเขาด้วย จนถึงตอนนี้ก็ยังรู้สึกอิ่มจนจะอึดอัดอยู่เลย ...แล้วนี่กำลังทำอะไร หางานใหม่หรือ?”


   ถามเมื่อภาพบนหน้าจอแลปท็อปของน้องชายกำลังปรากฏหน้าเว็บไซต์สำหรับผู้ที่กำลังหางานอยู่ มีมากมายจนชวนให้ลายตา แต่ดูเหมือนไม่มีงานไหนที่พอจะถูกใจผู้หาเลยแม้แต่น้อย คนนั่งบนพื้นส่งเสียงอืมม์ในลำคอ ไม่ว่ากระไรต่อ


   “ที่ทำอยู่ตอนนี้มันไม่ดีหรือไง?”


   “เขาหาคนมาแทนได้แล้ว” สิปปภาสตอบเรียบ ๆ “ผมเลยต้องออก”


   สิปปวิชญ์นึกย้อนไปถึงคราวที่น้องชายบอกว่าได้งานพาร์ทไทม์ทำเมื่อสักราว ๆ สองเดือนก่อน ดูเหมือนจะเป็นลูกจ้างรายวันที่ร้านถ่ายเอกสารอะไรราว ๆ นั้น ใจจริงแล้วเขาก็ไม่ชอบใจนักที่น้องชายเลือกที่จะไปทำงานที่นั่น ด้วยรู้สึกว่าผลที่ได้อาจจะไม่คุ้มเสีย เนื่องจากร้านถ่ายเอกสารส่วนใหญ่นั้นเปรียบเสมือนได้กับโรงงานก็มิปาน ถ่ายเอกสารทั้งวันทั้งคืนเช่นนั้น แม้ว่าเงินจะดี แต่เขาก็กลัวว่าในระยะยาวน้องชายอาจจะได้โรคแถมมาก็ได้


   แม้จะพยายามแย้ง แต่ก็ไม่อยากหักหาญความพยายามของผู้เป็นน้องจึงได้แต่ยอมโอนอ่อนตามไป เพราะถึงแม้จะอาศัยอยู่ด้วยกันตามประสาพี่น้อง แต่ดูเหมือนว่าสิปปภาสจะมองว่าตัวเองเป็นเพียงผู้ขอมาพักอาศัยเท่านั้น จึงพยายามดำเนินชีวิตโดยไม่ให้กระทบในส่วนของเขาเลยแม้แต่น้อย เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วพี่ชายจึงไม่อาจพูดห้ามได้อย่างเต็มปาก ทั้งที่ใจไม่เห็นด้วยเลยแม้แต่น้อย


   ฉะนั้นแทนที่จะแสดงความเสียใจกับน้องชาย จึงกลับกลายเป็นยินดีไปเสียได้


   “ก็ดีแล้วนี่” สิปปวิชญ์กล่าว ไม่คิดจะปิดบังความรู้สึก “แล้วนี่เขาให้ออกเมื่อไหร่ล่ะ?”


   “ไม่เกินหนึ่งอาทิตย์ แต่จะออกตอนนี้เลยก็ได้”


   “..ก็ไม่ออกไปเลย..?”


   “ผมไม่อยากอยู่ว่าง ๆ อะไรที่ทำได้ก็อยากจะทำไปก่อน”


   “ถ้างั้นให้พี่ช่วยหาให้เอาไหม เดี๋ยวพี่ลองถามเพื่อนพี่ดูให้ก็ได้ ช่วงนี้เห็นมีหลายที่ต้องการคนเพิ่ม”


   น้องชายหันมา “ไม่เป็นไรหรอกพี่วิชญ์ เดี๋ยวผมหาเองดีกว่า”


   สิปปวิชญ์คลึงแก้วเปล่าที่ตอนนี้เหลือเพียงหยดน้ำเกาะพราวเพียงเท่านั้น ดวงตาทั้งคู่หรี่ลงฉายแววฉงนปนรู้ทันในที


   “พี่ช่วยหามันต่างอะไรกับการที่คนอื่นช่วยหา ทำไมแกต้องปฏิเสธอยู่เรื่อย หืมม์ พัด?”


   สิปปภาสส่งยิ้มให้พี่ชายนิดหนึ่ง อีกครั้งที่ไม่ว่ากระไรนอกจาก “เอาไว้ก่อน” ทั้งที่ในใจอยากจะตอบว่ามันต่างกัน ..สิปปวิชญ์เป็นคนเก่ง การทีให้อีกฝ่ายช่วยติดต่อหางานโดยผ่านคนรู้จักให้ เขาก็เชื่อว่ามันย่อมมีความคาดหวังแฝงอยู่ลึก ๆ  ชายหนุ่มกลัวว่าตนเองจะทำได้ไม่ดี และนั่นอาจจะส่งผลกระทบต่อความรู้สึกที่ใครมีต่อพี่ชายของเขาได้


   ยิ่งเห็นว่าอีกฝ่ายสำคัญมากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งกังวลมากเท่านั้นเอง


   สิปปวิชญ์นั่งอยู่อีกสักครู่ ถอนใจยาว


   “เดี๋ยวพี่ไปอาบน้ำนอนแล้ว แกเองก็อย่านอนดึก”


   เอื้อมมือขยี้หัวน้องชายแรง ๆ จนน้องชายหัวคลอนแล้วลุกไป ทิ้งให้คนเป็นน้องนั่งอยู่ที่เดิม สิปปภาสยังคงง่วนอยู่กับการหางานอีกสักพัก แต่ยังไม่มีงานไหนเลยที่พอจะเข้าตา หากไม่ไกลไปก็มักจะเป็นงานที่เขาคิดว่าไม่ค่อยเหมาะกับตัวเขาสักเท่าไรนัก นิ้วยาวขยับดึงแว่นสายตาออก ก่อนจะสั่งปิดเครื่องแลปท็อป นึกภาวนาให้หางานใหม่ให้ได้เร็ว ๆ เสียที




   เสียงเครื่องถ่ายเอกสารทำงานดังกึงกังเป็นระยะ สิปปภาสจัดเรียงเอกสารเป็นชุด จัดให้ขอบเรียบเสมอกันอย่างรวดเร็ว ก่อนจะใช้ลวดเย็บกระดาษเย็บมุมเอกสารแต่ละชุดอย่างชำนาญ จัดเรียงอีกครั้งแล้วนำเอกสารกองใหญ่ใส่ลงในถุงพลาสติก ส่งให้สองเด็กสาวในเครื่องแบบนักศึกษา


   “ร้อยห้าสิบบาทครับ”


   สิปปภาสรับธนบัตรแล้วส่งเศษเงินทอนไปให้พร้อมกับถุงเอกสาร เอ่ยกำชับว่าให้ถือดี ๆ เพราะว่าค่อนข้างจะหนักอยู่เหมือนกัน


   “ได้ยินว่าพี่พัดจะเลิกทำงานที่นี่แล้ว จริงหรือคะ?” คนหนึ่งในโพล่งขึ้นมา โดยที่เพื่อนอีกคนยืนขนาบข้างราวลูกคู่


   สิปปภาสพยักหน้ารับ “ครับ”


   ไม่นึกแปลกใจอะไรที่อีกจะรู้เรื่องราวของตน เขาเองก็เคยเห็นหน้าเด็กคู่นี้บ่อย ๆ ด้วยความเป็นคนช่างพูดจึงทำให้เด็กกลุ่มนี้สนิทกับคนในร้านได้อย่างรวดเร็ว ..เรื่องที่เขาจะออกจากร้านนี้ไปก็ไม่ใช่ความลับอะไร คงมีใครสักคนในร้านกระมังที่เล่าให้เด็กคู่นี้ฟังเนื่องจากเห็นว่าเป็นคนกันเอง


   ราวได้ยินเสียงทอดถอนใจอย่างเสียดาย คราวนี้เป็นอีกคนที่พูดขึ้นมา


   “แล้วพี่พัดจะไปอยู่ที่ไหนคะนี่ ..เสียดายจังถ้าพี่พัดจะไม่อยู่แล้ว”


   “..เสียดายอะไรกัน?” ชายหนุ่มหัวเราะเบา ๆ หันไปส่งสัญญาณให้เพื่อนร่วมงานรับลูกค้าคนอื่นที่ทยอยเข้ามา แล้วหันกลับมายังทางเดิมอีกครั้ง สีหน้าก็ฉายแววลำบากใจขึ้นมานิดหนึ่งเมื่อได้ยินคำถาม “พี่เองก็ยังไม่รู้เหมือนกันครับ”


   เด็กสาวตรงหน้าหรี่ตาลงคล้ายจะมองชายหนุ่มซึ่งยืนอยู่หลังเคาท์เตอร์ซึ่งถูกจัดให้เป็นสัดเป็นส่วนอย่างพิจารณา “ทำไมพี่พัดไม่ไปลองหางานอื่นทำดูล่ะคะ?”


   “พี่กำลังหาอยู่ครับ” สิปปภาสตอบ


   “กำลังหาอยู่หรือคะ ..นี่ ยัยฟาง วันนั้นแกบอกฉันไม่ใช่หรือว่าเหมือนเห็นร้านเค้กเปิดใหม่อยู่แถวสีลม? เออ ร้านเค้กหรือร้านกาแฟวะ?”


   “เอ๊ะ.. ก็ใช่นะ ไม่รู้เหมือนกัน น่าจะเพิ่งเปิดแหละ เห็นแต่งร้านเสียสวยเชียว แต่ก็ดูยังไม่ค่อยเรียบร้อยเท่าไหร่”


   “ร้านเขากำลังหาคนอยู่ป้ะ?”


   “อือ นี่ไง” หล่อนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแตะ ๆ แล้วส่งให้เพื่อนดู คนดูรับไป ก่อนจะส่งให้เขาต่ออีกทอดหนึ่ง


   “ตำแหน่งพนักงานเสิร์ฟก็น่าจะยังว่างนะคะ”


   เสียงเจื้อยแจ้วดังขึ้นอีกครั้งราวกับรู้ใจว่าตำแหน่งอื่น ๆ ชายหนุ่มคงไม่ใคร่จะสนใจนัก สิปปภาสรับมาดู ในโทรศัพท์ปรากฏภาพที่แคปชั่นมาจากเว็บไซต์ที่ทางร้านลงประกาศรับสมัครคนเพิ่มเอาไว้ ข้อมูลนั้นนอกจากจะบอกตำแหน่งที่เปิดรับแล้ว ยังมีแผนที่สำหรับการเดินทางไปยังร้านด้วยเช่นกัน เรียกได้ว่าอำนวยความสะดวกให้เป็นอย่างดี


   ชายหนุ่มเงยขึ้นมายิ้มให้อย่างมีไมตรี


   “แคปเก็บไว้มาให้พี่ดูหรือครับ?”


   แสดงว่าทั้งคู่คงได้ยินเรื่องที่ตนจะออกจากที่นี่มาสักระยะหนึ่งแล้ว จึงได้พร้อมใจกันพูดเรื่องนี้ขึ้นมา


   “ก็แบบว่า...” คนที่ชื่อหลินลากเสียงยาว “ร้านนี้ดูน่าอร่อย ถ้าเกิดพี่พัดได้ไปทำงานที่นี่ หลินกับฟางก็จะได้แวะไปหาทุกวันไงคะ”


   พูดจบแล้วก็หันไปหัวเราะคิกคักกับเพื่อน นึกจินตนาการภาพของพี่พัดตอนเสิร์ฟขนมแล้วรู้สึกว่าช่างน่ารักเสียนี่กระไร


   ในหน้าจอมีแผนที่ของทางร้านด้วย สิปปภาสเอ่ยปากขอให้อีกฝ่ายส่งรูปเข้ามาที่โทรศัพท์ของตนหน่อย ซึ่งแน่นอนว่าอีกฝ่ายก็ยินดี


   “เอาไว้เดี๋ยวพี่ไปดูก็แล้วกัน ขอบคุณน้อง ๆ มากนะครับ” สิปปภาสบอกหลังจากได้ยินเสียงดังตึ๊ง— อันเป็นเสียงที่ยืนยันว่ารูปภาพที่อีกฝ่ายส่งนั้นมาถึงตนแล้ว


   เด็กสาวทั้งสองคนส่งยิ้มมาให้ก่อนจะออกจากร้านไป “ถ้ายังไงอย่าลืมบอกหลินกับฟางด้วยนะคะ”


   เมื่อทั้งคู่จากไปแล้ว สิปปภาสจึงได้กลับไปง่วนอยู่กับการทำงานอีกครั้งหนึ่ง





   เบื้องหน้าของเขาคือบ้านครึ่งไม้ครึ่งปูนขนาดสองชั้น แสงไฟสีเหลืองส้มให้ความรู้สึกอบอุ่นและนุ่มนวลแก่ผู้ที่เข้ามายังร้านแห่งนี้ สิ่งที่ทำให้บรรยากาศของร้านดูสบายตาขึ้นกว่าเดิมคงจะเป็นสีเขียวของไม้ในกระถางที่ถูกแขวนอยู่ตามจุดต่าง ๆ ณ ส่วนที่เปรียบเสมือนชานเรือนของร้าน


   ซุ้มต้นแก้วส่งกลิ่นหอมอ่อนจางเมื่อสิปปภาสก้าวเท้าเข้าไป ชายหนุ่มนึกชมคนจัดการตกแต่งสวนภายนอกร้านที่ช่างเลือกเอาต้นไม้ชนิดต่าง ๆ มาลง เพราะภาพที่ปรากฏแก่สายตาชวนให้ผ่อนคลายลงกว่าเดิมเยอะ ยิ่งโดยเฉพาะเมื่อมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ จากไม้ธรรมชาติ ไม่ใช่กลิ่นหอมฉุนชวนแสบจมูกอย่างกลิ่นสังเคราะห์อย่างที่เคยได้สัมผัสมา


   สิปปภาสดึงชายเสื้อยืดลงจัดให้เรียบร้อย ไม่ทันได้เปลี่ยนชุดหรือแต่งตัวให้ดีขึ้นกว่านี้ พอเลิกงานเขาก็รีบมุ่งหน้ามาที่นี่ทันที ได้แต่หวังว่าเจ้าของร้าน..หรือคนที่ทำหน้าที่รับสมัครงานคงไม่ถือสาแต่อย่างใด


   ก้าวผ่านธรณีประตูเข้าไปในร้าน พอเข้าไปแล้วก็ราวกับเป็นอีกโลกหนึ่ง ข้างในนั้นดูกว้างขวางกว่าที่เห็นจากภายนอก อาจเป็นเพราะการตกแต่งร้านที่ค่อนข้างโปร่งสบาย กระนั้นสิปปภาสก็สัมผัสได้ว่าแต่ละอย่างที่อยู่ในร้านนั้นดูหรูหราไม่ใช่เล่น


   เขายืนนิ่งอยู่ครู่ แล้วตัดสินใจก้าวลึกเข้าไปในตัวร้าน เป็นจังหวะพอดีที่หญิงคนหนึ่งก้าวออกมา


   สิ่งที่โดดเด่นที่สุดบนใบหน้านั้นคงหนีไม่พ้นกรอบแว่นสีสด





   “..เอ่อ..” สิปปภาสเป็นฝ่ายพูดขึ้นมาก่อน ชายหนุ่มกลืนน้ำลาย แม้ใบหน้าของอีกฝ่ายจะยิ้มแย้ม แต่สายตาคม ๆ เบื้องหลังกรอบแว่นก็บ่งว่าหล่อนท่าทางจะเป็นคนเฮี้ยบไม่ใช่เล่น

 
   “..ผมสนใจจะมาสมัครงาน” เขากล่าว ตัดสินใจแล้วว่าเป็นไงเป็นกัน ร้านนี้เองก็ดูไม่เลวสักเท่าไร


   “ไม่ทราบว่าตำแหน่งพนักงานเสิร์ฟยังว่างอยู่ไหมครับ?”





   หล่อนยิ้มให้นิดหนึ่ง ไถ่ถามอะไรอีกเล็กน้อย ผายมือเชื้อเชิญเขาให้นั่งลง ก่อนจะเริ่มการสัมภาษณ์ต่อไป




   ซึ่งต่อไปอีกไม่นาน เขาก็จะได้รู้ว่าหล่อนนี่เองที่กลายมาเป็นผู้กุมชะตาชีวิตของเขาในร้านแห่งนี้.


 
 
 
 
 
 
 
 
 


+++++++++++++++++++++++++++

 

 ...มาแบบเอื่อย ๆ แบบว่าอะไรนะ ตัดจบดีกว่า  /โดนตี

 

Tags: hb 8 Comments

Comment

Comment:

Tweet

การตัดจบนั่นช่างทำร้ายจิตใจยิ่งนักค่ะ ฮรือ //ตะกุยๆ
พอจะเก็ตฟีลว่าทำไมพัดป๊อปและฮอตนัก ถ้าเราส่งลูกสาวมาเล่นเราก็อยากจีบพัดนะเอ้อ (ยกเว้นพัดอยากให้ลุงจีบ //หือ) แบบว่ามันมีอะไรที่ตรงสเป็กอยู่พอดีเลยอ้ะ 555555
ปล. พี่วิชญ์หล่อนะคะคุณ สองพี่น้องนี่มันอะไรกัน น่าจีบทั้งคู่เลย open-mounthed smile
พี่ละรักสำนวนเราจริง

อุตะ ตาพัดนี่ฮ้อตมาตั้งแต่ที่ทำงานเก่าเลยเหรอ ปลื้มปริ่มมากกก มั่นใจแน่ว่าแฟนคลับพัดต้องตามไปอุดหนุนที่ร้านบ่อย ๆ ซึ่งณชนกก็คงยิ้มหึ ๆ ดีใจแน่แท้

คุณน้องละแผนสูงจริง ๆ

ขำประโยคสุดท้ายจริง ๆ

อนึ่ง เห็นด้วยกับบีนะว่า ขอประวัติพี่วิชญ์ให้สาว ๆ ได้บวกเถอะค่ะ อย่าปล่อยผู้ชายให้จากไปโดยไร้ประโยชน์เซ่

#7 By Fern-CS#4 on 2014-06-28 02:36

น้องฟางกับน้องหลิน แผนสูงนะเนี่ย 555
ชอบโมเม้นต์พี่น้องอยู่ด้วยกันจังเลยค่ะ ถึงฝ่ายหนึ่งจะดูคาดหวังแต่ก็รักน้อง ส่วนอีกฝั่งดูรู้ตัวว่าได้รับความรักแต่กลัวจะที่ถูกคาดหวังก็เต๊อะ .. แต่ยังไงก็รักกันดีนี่น้ออ

 confused smile confused smile confused smile

#6 By S-SMILE on 2014-06-25 09:10

น้อยเกินไป น้อยเกินไป เราอยากเห็นหนุ่มพัดแบบเต็มอิ่มกว่านี้ อยากเห็นภาษาสวยๆของเธออีกกกกก
//ไม่เจียมเลยว่าทีตัวเองยังไม่ส่ง

ชายหนุ่มไม่รู้เลยว่าเขาจะต้องตกเป็นเหยื่อของการกลั่นแกล้งอีกสักเท่าไหร่

#5 By Northstream on 2014-06-18 02:20

อ่านแล้วเคลิ้มตามสำนวน ...แผล่บเดียวจบแล้ว //เอ๊ะ บทจบนั่นมันช่าง...555+ confused smile

น้องพัดเห็นสาวๆกรี้ดกร้าดพี่วิชญ์กันแล้ว อยากให้มาเยี่ยมที่ร้านบ้าง จะได้เห็นความหล่อของคุณพี่ตัวจริงมั่งครับ

พี่ว่าสาวที่กุมชะตาชีวิตพวกเราที่ร้านนี้ไม่ได้มีแค่คนเดียวหรอกนะ หึหึหึ... sad smile

#4 By Adeya on 2014-06-01 15:52

อ่านแล้วเคลิ้มตามสำนวน ...แผล่บเดียวจบแล้ว //เอ๊ะ บทจบนั่นมันช่าง...555+ confused smile

น้องพัดเห็นสาวๆกรี้ดกร้าดพี่วิชญ์กันแล้ว อยากให้มาเยี่ยมที่ร้านบ้าง จะได้เห็นความหล่อของคุณพี่ตัวจริงมั่งครับ

พี่ว่าสาวที่กุมชะตาชีวิตพวกเราที่ร้านนี้ไม่ได้มีแค่คนเดียวหรอกนะ หึหึหึ... sad smile

#3 By Adeya on 2014-06-01 15:52

คิดเหมือนใบเตย ชอบภาษาเธอเสมอมัน มันลื่นไหล สละสลวย อ่านแล้วรู้สึกสงบสบายใจ

.... นั่นไม่สำคัญเท่าเนื้อความข้างใน

เฮ้ย ขุ่นพี่วิญช์ขะ จะเอา   #วินาทีขอเบียดกระแทกใบเตยและปชพไปยืนหน้าสุด เค้าจะอาวววว โปรไฟล์มา ขุ่นพี่วิชญ์คะ ถ้าจะออกจากตัวเลือกกรุณามีแฟนด่วนค่ะ ไม่งั้นไอยวริญท์จะบุกบ้านคุณ!!!!!

#พัดรีบบอกผมไม่ต้อนรับครับ

เฮ้ย ป๊อปปุอะนาย เด็กติดด้วยอะ   โถ คบเด็กจะไปเร้าใจอะไรละจ๊ะ มากิ๊กกับสาวใหญ่ผู้มีอันจะกิน(?)ประลองสมองประเทืองปัญญา(??)ทุกวันดีกว่ามะ open-mounthed smile open-mounthed smile

ปล. ฉันว่าคนกุมชะตาชีวิตเธอไม่ใช่พี่อี้หรอกเธอเอ๊ย sad smile

ปลล. ฉันจะเอาลูกไปจีบพัดจริงจัง แต่ไม่ได้จีบเอาเป็นแฟนนะ จีบปั่นหัว! เธอรอไว้เลย   #จริงจังแบบนี้มันคงไปไม่เป็นสนุกแน่

#2 By *Alyssa* on 2014-05-30 02:07

เป็นเฟิร์สไทม์ที่สั้นง่ายได้ใจความมาก ๆ ค่ะพิมมี่ !!

บทตัดจบนั่นมันอะไรก๊านนนนนน 5555 แต่ตัดได้แจ่มเว่อไปเลยยย

ก็ยังชอบสไตล์การเขียนของพิมอยู่นั่นแหละ มันสุดยอดไปเลยยย ดูเรื่อย ๆ สงบ ๆ  ฮาา

ไว้เรามาร่วมก๊วนกันนะคุณพัด /ไม่รู้ทำไมอยากเรียกคุณพัด 55555

ถ้าไม่รู้จะยกคุณพี่ชายให้ใคร.. ยกให้ใบเตยก็ได้นะ เอร้ววว #อ่อยยยย open-mounthed smile open-mounthed smile open-mounthed smile

#1 By ~ คุณใบเตย ~ on 2014-05-29 21:43