[CS] MS : เมนูวันนี้

posted on 09 Mar 2012 15:50 by 376sec in MAIN-STORY

 
*เอนทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการโรงเรียนลูกบาศก์*
 
 
 
 

 

[CS] MS : เมนูวันนี้
[ตัวละคร - รุ่นสี่]
ผู้ดำเนินเรื่อง : นันทนัท (น้ำน่าน), ศฤคาล (จอก), สิงหา(กัส), ณัฐปกรณ์ (รัก), พันปิยะ (ตง)

[ระยะเวลา – กรกฎาคม 2554]
ต่อเนื่องจาก : เมื่อศฤคาลและพันปิยะช่วยกันปลูกถั่วเขียว - โดย ผปค.จอก / เรื่องถั่ว ๆ - โดย ผปค.ตง
อ้างอิงจาก : พิศวาส ฆาตกรรม - โดย ผปค.รัก



 
 
 

 

   “พวกนี้มาจากไหนกันเยอะแยะเนี่ย?”



   คนพูดไล่สายตาผ่านหน้าสมาชิกคนแล้วคนเล่าที่ยืนเบิกบานไม่สะทกสะท้าน จ้องสองในสามนานเป็นพิเศษ จนมาหยุดอยู่ที่บุคคลที่สี่ อันเป็นสมาชิกสุดท้ายที่กำลังยิ้มแหยต่างจากคนอื่น ๆ


   “..ว่าไงล่ะจอก?”


   ศฤคาล ศรีสุรบถกุล ขยับตัวอย่างอึดอัดกับสายตาคาดคั้นของอดีตคู่ปลูกถั่ว แล้วหันไปหาสมาชิกอีกสามคนที่เหลืออย่างหวังจะหาตัวช่วย แต่ก็เสียเปล่าเมื่อทุกคนต่างทำไม่รู้ไม่ชี้เสียอย่างนั้น เด็กผู้หญิงคนเดียวในกลุ่มลอบส่งรอยยิ้มชั่วร้ายเล็ก ๆ มาให้ ไม่บอกก็รู้ว่าจงใจปล่อยให้เขาเผชิญหน้ากับพันปิยะในโหมดเริ่มอารมณ์ไม่ดีอยู่คนเดียว


   พันปิยะคงจะอารมณ์เสียที่เห็นหน้าสิงหาและนันทนัท เรื่องนี้ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าอีกฝ่ายไม่ใคร่จะชอบหน้าของทั้งสองคนสักเท่าไหร่ เพราะยามสบจังหวะทีไร ทั้งสิงหาและนันทนัทก็มักจะฉวยโอกาสแกล้งพันปิยะเล็ก ๆ น้อย ๆ อยู่ทุกทีไป


   เมื่อไม่มีใครคิดจะช่วยจึงต้องหาหนทางเอาเอง ศฤคาลพยายามเรียบเรียงคำพูด


   “ก็.. พอดีผมกำลังจะออกมาหาตงนี่ล่ะครับ” เขาตอบคำถาม “แต่พอดีรักเขาสงสัยว่าผมจะไปไหน ทำไมถึงไม่ไปกินข้าวที่โรงอาหารอย่างทุกที ผมก็เลยบอกรักเขาไปตามตรง..”


   ณัฐปกรณ์ส่งสายตาวิ้ง ๆ ไปให้พันปิยะยามได้ยินชื่อตน


   “ก็มันน่าสนุกออกฮะพี่ตง รักเองก็ทำอาหารเป็นนะ พี่ตงอยากให้รักช่วยอะไรก็บอกมาได้เลย เดี๋ยวรักคนนี้จะเป็นลูกมือให้พี่ตงเอง!”


   อาตี๋พยักหน้า “แล้วสองคนนี้มาได้ยังไง?”


   “แหม.. ซ้อก็..” นันทนัทโบกมือหยอย ๆ แสร้งทำมาดคุณนาย แต่หางตากลับเหลือบมองพ่อหนุ่มเกาหลีที่ไม่ได้รู้ร้อนรู้หนาวอะไร “ซ้อนี่ไม่รู้อะไรบ้างเลย คอยดูนะ ขาดเค้าแล้วซ้อจะรู้สึก”


   “อยากกินอาหารฝีมือศรีภรรยามันผิดตรงไหนครับ?”


   “ไอ้ออกัส!”


   “ขาดฉันแล้วนายจะรู้สึก” สิงหาพูดเหมือนคู่หู แล้วหันไปทำสีหน้ามีลับลมคมนัยด้วยกัน


 
   ศฤคาลยิ้มจืดชืด ไม่เข้าใจสิ่งที่ทั้งคู่ต้องการจะสื่อเลยแม้แต่น้อย แต่ก่อนอื่นคงต้องหาทางแก้สถานการณ์นี้ให้ได้ก่อน  ดูแล้วพันปิยะกำลังไม่สบอารมณ์เป็นอย่างยิ่ง เด็กหนุ่มตัดสินใจเอ่ยขัดจังหวะด้วยการเรียกอีกฝ่าย ตั้งใจหักเหความสนใจของเขาให้ไปทางอื่นเสียก่อนที่จะระเบิดอารมณ์ใส่สองหนุ่มสาว


   “อ่า.. แล้วนี่ตกลงว่าตงตั้งใจจะทำอะไรหรือครับ?”


   เจ้าของชื่อหันหน้ากลับมา


   “ว่าจะทำปอเปี๊ยะทอด นายเคยกินไหมจอก?” โทนเสียงแทบจะเป็นปกติ แต่ยังติดขุ่นจาง ๆ  ศฤคาลพยักหน้ารับ กับเขาแล้วดูเหมือนพันปิยะจะไม่กล้าพาลใส่เท่าไร นั่นทำให้เขาโล่งใจ บางทีเขาอาจจะทำให้เพื่อนกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้โดยเร็ว


   “ขอโทษด้วยที่ตอนเช้าเรามาสาย เลยไม่ทันได้ทำตามที่สัญญาไว้” หมายถึงที่เคยกล่าวกับศฤคาลในครั้งนั้นว่าจะนำถั่วงอกที่ได้มาทำเป็นอาหารให้ศฤคาลได้ทานในตอนเช้า พันปิยะว่าต่อ


   “..ก็ไม่อยากหิ้วมาจากบ้านน่ะนะ พอดีกลัวว่ากว่าจะมาถึงโรงเรียนมันก็หมดอร่อยซะก่อน” เขาเดินไปเปิดตู้เย็น ทยอยรื้อของออกมาโดยมีณัฐปกรณ์กุลีกุจอเข้าไปช่วย “แต่ยังไงก็ไม่อยากผิดสัญญา เลยตัดสินใจว่างั้นเป็นตอนเที่ยงละกัน เลยไปขออนุญาตใช้ห้องคหกรรมกับครูกฤตกาญจน์แล้วก็เอาของมาฝากไว้น่ะ”


   เขาหันไปสั่ง “..รัก นายเอาผักไปล้างซิ ล้างให้สะอาดนะ บอกเองว่าจะเป็นลูกมือ เพราะงั้นเราไม่เกรงใจล่ะ”


   คนถูกสั่งยอมทำตามแต่โดยดี ขณะที่ศฤคาลตัดสินใจเข้าไปช่วยเพื่อนบ้าง สองแสบก็ปราดเข้ามาขวางเสียก่อน


   “จอก.. จอกอยากช่วยอาซ้อใช่หรือเปล่า” สาวผมยุ่งลดเสียงลงเป็นกระซิบกระซาบ “น่านรู้นะว่าจอกอยากช่วย ..น่านเองก็เหมือนกันแหละ”


   “..ครับ?”


   สิงหาทำหน้าซีเรียส


   “ถ้ายังไม่อยากให้ครัวเละเหมือนเพิ่งผ่านสงครามโลกมานะสนม หรือไม่ก็ระเบิดกระจุยด้วยอารมณ์ของต่งต๊งล่ะก็.. นายก็เชื่อพวกฉันเถอะ นี่รู้หรือเปล่าว่านายเพิ่งเรียกรถถังติดอาวุธให้เข้ามาอยู่ในครัวเนี่ย?”


   “.......ครับ?”


   “เฮ้อ” สิงหาถอนใจ บุ้ยใบ้ไปที่หนุ่มลูกครึ่ง “ก็รักไง.. อย่างตงนี่ฉันไม่ห่วงอยู่แล้ว ทำอะไรออกมาคนกินเข้าไปก็ไม่ตายหรอก..”


   “..แต่ถ้าเป็นรักนี่ตายไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดเลยล่ะ” นันทนัททำท่าขนพองสยองเกล้า “จอกเชื่อเถอะ นี่น่านไม่ได้ดิสเครดิตเพื่อนนะ แต่พวกน่านมีประสบการณ์มาแล้ว”


   “..อย่างนั้นเลยเหรอครับ?”


   “ไม่เชื่อก็ดูสิ ..นี่แค่ปฐมบทเองนะสนม”


   ศฤคาลมองตามนิ้วมือของสิงหา จุดหมายคืออ่างที่ณัฐปกรณ์กำลังตั้งอกตั้งใจทำตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากพันปิยะ ซึ่งพอเห็นแล้วก็ได้แต่ตกตะลึง... พ่อหนุ่มลูกครึ่งลงมือล้างอย่างขะมักเขม้นจนผักใบเขียวที่เคยกลมสวยกระจัดกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย



   ...



   กะหล่ำปลีมันสกปรกมากจนถึงขั้นต้องใช้ฝอยขัดหม้อด้วยหรือครับรัก!!!



   “รัก! นี่นายทำอะไรน่ะหา!”


   “..เอ๋?”


   “ปล่อยมือนายออกมาเดี๋ยวนี้เลยนะ!!”


   왜왜왜!!!* ฮื้อ~ รักทำอะไรผิดอ้ะพี่ตง”


   “นี่ไม่รู้จริง ๆ หรือว่าแกล้งซื่อกันแน่วะ!?”



   “อ่า..ผมเข้าใจแล้วล่ะครับน่าน..ออกัส” หนุ่มชะลูดยิ้มแห้งแล้ง ได้แต่เหงื่อตกฟังสองคนฟากโน้นที่เริ่มพูดจากันคนละภาษา สำหรับพันปิยะเขามั่นใจว่าได้ยินภาษาไทยบ้าง ส่วนณัฐปกรณ์..คงจะเป็นภาษาเกาหลีร้อยเปอร์เซ็นต์กระมัง “..แล้วผมควรจะทำอะไรเหรอครับ?”


   “เดี๋ยวฉันจะพยายามแยกรักออกไปเอง ...กลัวตงมันจะจับไอ้รักหั่นเป็นชิ้น ๆ แล้วยัดลงหม้อก๋วยเตี๋ยวจริง ๆ น้า” สิงหาพึมพำ “ส่วนนายก็ช่วยตงไปเหอะ กับนายแล้วตงมันคงไม่อะไรเท่าไหร่หรอกมั้ง?”


   “นั่นซี” นันทนัทพยักหน้าเสริม “จอกมาเป็นลูกมืออาซ้อกับน่านดีกว่านะ”


   “อ่า.. ตกลงครับ”



 
   ยังโชคดีที่กะหล่ำปลีในมือของณัฐปกรณ์ถูกสิงหากอบกู้กลับคืนได้เสียก่อน พันปิยะจำใจตัดด้านหนึ่งของกะหล่ำปลีลูกโตที่เว้าแหว่งยับเยินออก แล้วส่งให้สิงหานำไปล้างอีกครั้ง ดูจนมั่นใจว่าฝีมือการล้างของเพื่อนคนนี้เรียบร้อยดีจึงวางใจจนถึงขั้นเลื่อนขั้นให้เป็นพนักงานล้างผักไปโดยปริยาย


   “ล้างนี่ด้วย นี่ด้วย นี่อีก” ชี้เหล่าพริก ผักชี แครอท สิงหายู่หน้า แซวขำ ๆ


   “ศรีภรรยา~ ทำไมฉันต้องมาล้างผักด้วยล่ะ ในฐานะที่เป็นสามีก็ควรจะนั่งอยู่เฉย ๆ รอภรรยาที่รักเอาอาหารมาเสิร์ฟสิ”


   เจ้าของฉายาศรีภรรยาหัวเราะขึ้นจมูก มีดในมือกระทบเขียงเป็นจังหวะต๊อกต๊อกต๊อก ดูท่าทุกอย่างคงกลับเข้าสู่ความสงบเรียบร้อยดังเดิมแล้ว กระนั้นยามพันปิยะเห็นกะหล่ำปลีในมือก็ยังคงอดบ่นพึมพำว่าเสียของ เสียของไม่ได้อยู่นั่นเอง


   “ไม่ว่าจะผู้หญิงหรือผู้ชายก็เถอะ ..แต่ถ้าใครเป็นแฟนเราแล้วไม่คิดช่วยทำอะไร เอาแต่นั่งนอนไปวัน ๆ มีดีแค่หน้าตาเอาไว้โชว์เฉย ๆ ..ถ้าเป็นแบบนั้นเราก็ไม่อยากได้หรอก ” เขาเหลือบมองแล้วหยิบที่ขูดมะละกอออกมา “เดี๋ยวนายล้างแครอทเสร็จแล้วช่วยเอาไปให้น่านกับจอกด้วย บอกให้สองคนนั้นขูดเป็นเส้น ๆ ที”


   พันปิยะนำกะหล่ำปลีที่ซอยเสร็จเรียบร้อยแล้วใส่ภาชนะ คว้าผักชีที่ล้างเสร็จแล้วมาตัดรากออก จับโยนลงครกแล้วโขลก จากนั้นจึงโขลกพริกไทย แล้วค่อยค่อยตามไปสาธิตวิธีขูดแครอทให้เพื่อนดู จากนั้นจึงเดินไปหาเจ้าเด็กโข่งที่นั่งหน้าโศกเป็นหมาหงอยอยู่คนเดียว


   “มานี่ซิรัก” พันปิยะกวักมือเรียกให้ณัฐปกรณ์เข้ามารวมกลุ่มกับเพื่อนคนอื่น “มีอะไรจะให้ทำแน่ะ”


   เขาพบว่าภายใต้หน้าหล่อ ๆ และความสามารถทางการเรียนประกอบกับกีฬาอันสุดแสนจะสมบูรณ์แบบของเพื่อนคนนี้แล้ว ลึกลงไปข้างในมันกลับไม่ต่างอะไรจากเด็กยักษ์ สาเหตุที่ณัฐปกรณ์ถูกจับแยกออกไปอยู่คนเดียวเป็นเพราะฝีมือการหั่นผักอันแสนดุเดือดที่ได้แสดงให้เห็น เวลานั้นเขาแทบจะบ้ายามได้เห็นอีกฝ่ายเงื้อมีดขึ้นสุดลำแขน ก่อนเหวี่ยงลงบนพืชเขียวกระจ้อยร่อยบนเขียงสุดแรงเกิด



   บอกอั้วทีเถอะว่าลื่อหั่นผัก ไม่ใช่สับคอไก่!!



   อย่างกับเห็นภาพลวงตาว่าณัฐปกรณ์หูตั้งขึ้น กระดิกหางพั่บ ๆ ปรี่เข้ามาหาอย่างเร็วรี่ หน้าตาแจ่มใสราวเด็กที่กำลังดีใจ เพราะหลังจากการรอคอยอันแสนยาวนานในที่สุดผู้ใหญ่ก็วางใจมอบหมายหน้าที่ให้


    “ฮะพี่ตง พี่ตงจะให้รักทำอะไรฮะ~”


   “มาแกะเปลือกกระเทียมกับเด็ดขั้วพริกออกให้หน่อยเร็ว ..นี่ กระเทียมแกะอย่างนี้ ส่วนพริกก็เด็ดขั้วออกอย่างนี้ ..ทำได้ไหม?” เด็กหนุ่มแกะกระเทียมให้ตัวเอง


   “ทำได้สิฮะพี่ตง”


   “ดีมาก” พันปิยะชม จับตาดูณัฐปกรณ์ปฏิบัติหน้าที่อย่างละเอียดถี่ถ้วน “ทำสวย ๆ นะ.. ถ้ามาสภาพเหมือนกะหล่ำเมื่อกี้นี้อีกเราจะไม่ยอมให้นายทำอะไรอีกแล้ว ..เข้าใจไหม? เพราะฉะนั้นเอาสวย ๆ ล่ะ”


   พันปิยะย้ำแล้วย้ำอีก พอมั่นใจว่าน่าจะไม่มีปัญหาจึงยกครกมาให้ ในเมื่อพลังทำลายล้างเยอะก็เอาหน้าที่นี้ไปเสีย


   “ทำเสร็จแล้วโขลกนะ โขลกให้ละเอียด ..เอากระเทียมก่อน โขลกเสร็จแล้วตักออกใส่ถ้วย จากนั้นค่อยโขลกพริกที่หลัง เอาให้ละเอียดเหมือนกัน ..ระวังกระเด็นเข้าตาล่ะ เสร็จแล้วตักออกเอาไปวางไว้ให้เราได้ไหม? เดี๋ยวจะเอาไว้ทำน้ำจิ้ม”


   ณัฐปกรณ์รับคำเสียงดังฟังชัด เขาจึงคลายกังวลไปได้เปลาะหนึ่ง เขาหันไปเรียกนันทนัทบ้าง


   “น้ำน่าน น้ำน่านมาช่วยเราตัดวุ้นเส้นหน่อย” นันทนัทวางอุปกรณ์ในมือลงแล้วกระโจนแผล็วมาตามคำเรียกโดยพลัน ท่าทางเจ้าหล่อนจะเบื่อกับการขูดแครอทเต็มทนจึงไม่ลังเลที่จะเข้ามาหาเลยแม้แต่น้อย พันปิยะเลื่อนชามวุ้นเส้นแช่น้ำไปให้หล่อนพร้อมกรรไกร ส่วนตนเองก็หั่นหัวหั่นหางถั่วงอกออก ..ตรงนี้เป็นความชอบส่วนตัวของเขา เด็กหนุ่มชอบเห็นเฉพาะลำต้นล้วน ๆ ของถั่วงอกมากกว่า เขารู้สึกว่ามันน่ากินดี


   “ตัดทำไมอะซ้อ เราเอาไปผัดทั้งอย่างนี้เลยไม่ได้เหรอ?” นันทนัทหมายถึงวุ้นเส้น


   “มันยาวไป เวลาจะห่อหรือกินมันทำยากนะ เดี๋ยวก็ไปกองอยู่ที่อันสองอันหมดหรอก”


   “อย่างนี้นี่เอง” ในดวงตาทั้งคู่ของเด็กสาวเป็นประกาย “งั้นเดี๋ยวน่านจะตัดให้ เอายาวแบบพอดี ๆ เนอะซ้อเนอะ”


 
   พันปิยะตั้งกระทะ เทน้ำมันลงไปพอให้อยู่ระดับก้นกระทะ จากนั้นถึงเทกระเทียมสับและรากผักชีลงไป เวลานี้แต่ละคนต่างปฏิบัติหน้าที่ของตนเสร็จเรียบร้อย จึงพากันมามะรุมมะตุ้มล้อมรอบเขากันทุกคน พันปิยะหรี่ตา ทว่าไม่ได้พูดอะไรออกไป เด็กหนุ่มเจียวกระเทียมจนส่งกลิ่นหอม ตอนนั้นจึงได้ร้องขอหาเห็ดหอมหั่นจากเพื่อน ๆ เพรา