[CS] EV-MS : (ค.) เพราะซวย... (1)

posted on 28 Feb 2012 03:44 by 376sec in EVENT, MAIN-STORY

 
*เอนทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการโรงเรียนลูกบาศก์*
 
 
 
 

 

[CS] EV-MS : (ค.) เพราะซวย... (1)
[ตัวละคร - รุ่นสี่]
ผู้ดำเนินเรื่อง : ศรันฉัตร (เฟิร์น), สิงหา (ออกัส), อังคาร (มาร์ส -OC-), พันปิยะ (ตง)

[ระยะเวลา – งานปีใหม่โรงเรียน 30 ธ.ค. 2554, หลังปีใหม่ 4 ม.ค. 2555 (ช่วงเช้าก่อนเข้าเรียน)]
ต่อเนื่องจาก : (ก.) เพราะเรื้อน..., (ข.) เพราะหึง... โดยพี่พร-แม่เฟิร์นค่ะ



 
 
 

 

   ถึงจะเป็นช่วงส่งท้ายปีเก่าและใกล้จะขึ้นปีใหม่อยู่มะรอมมะร่อ อันเป็นช่วงเหมาะแก่การปรับปรุงก็ดี เปลี่ยนแปลงก็ดี สลัดให้หลุดก็ดี หรือว่าจะเป็นการพัฒนาในเรื่องต่าง ๆ  ก็นับว่าช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่เหมาะแก่การตั้งปณิธานและเป้าหมายใหม่ ๆ ให้กับชีวิตของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัว เรื่องส่วนรวม หรือเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างใครก็ตาม ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังเห็นใครบางคนที่ไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงเลยสักนิด


   ...และอย่างเคย หลังจากผละจากแม่สาวคงแก่เรียนของห้องที่วันนี้นำภาพลักษณ์อันคุ้นเคยทิ้งไป กลายเป็นสาวใสสมวัย (ซึ่งเขาก็ลงความเห็นว่าหากหล่อนเป็นอย่างนี้ได้ทุกวันก็คงไม่เลวนัก) แล้ว หมอนั่นก็ร่อนไปทักทายเพื่อนคนอื่นต่อทั่วงาน ส่งยิ้มพราวระยับให้กับเพื่อนหญิง และถึงเนื้อถึงตัวกับเพื่อนชาย


   แม้จะไม่อยากยอมรับก็เถอะ แต่ความจริงที่ว่าเขาเองเป็นหนึ่งในคนที่ถูกทักทายอย่างถึงเนื้อถึงตัวก็หนีไปไหนไม่ไกลมากนักหรอก


   ทว่ามีอะไรบางอย่างเปลี่ยนไป ลำพังเด็กหนุ่มก็ไม่คิดว่าคำบ่นของเขาจะเกิดศักดิ์สิทธิ์ หรือเหล่าเทพยดานึกเห็นใจกันขึ้นมาทันควัน



   วันนี้มันไม่ค่อยเข้ามาเกาะแกะเขามากเหมือนที่ผ่าน ๆ มา



   ..ความฉงนเกิดขึ้นในใจ สังเกตดูดี ๆ ก็พบว่าเป้าหมายในการก่อกวนหนนี้ของสิงหากลายเป็นอังคาร เด็กหนุ่มเชื้อสายฟินนิชผู้มีรุ่นราวคราวเดียวกันกับพวกเขาแทน



   ก็ไม่รู้ว่าสาเหตุคืออะไร แต่ที่แน่ ๆ คือเขาโล่งกายสบายใจสุด ๆ !






   เวลากลางคืนประกอบกับหมู่แมกไม้นานาพรรณภายในสวนพฤกษศาสตร์ทำให้อุณหภูมิรอบกายลดต่ำลงกว่าปกติ อากาศเย็นตรงเข้าปะทะผิวหน้าที่ไร้เนื้อผ้าปกปิด พันปิยะถอดเสื้อสูทออก บรรจงพาดมันลงบนพนักม้านั่งใกล้ตัว จัดอย่างระมัดระวัง หย่อนสะโพกลงเรียบร้อยจึงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้น


   ดูเหมือนยิ่งใกล้ปีใหม่ ความคิดถึงที่บรรดาเพื่อนเก่ามีให้แก่เขาก็ยิ่งเพิ่มพูน หลุดหัวเราะออกมาขณะอ่านบรรดาข้อความที่เนื้อความส่วนใหญ่เป็นการถามไถ่สาร ทุกข์สุขดิบ อวยพรล่วงหน้า เหน็บแนม ตบท้ายด้วยการชวนไปฉลองด้วยกันเนื่องในโอกาสเทศกาลที่กำลังจะมาถึง


   ท่ามกลางแสงไฟสลัวเลือน เด็กหนุ่มนั่งง่วนตอบข้อความอยู่ในมุมมืด เงาไม้ทอดผ่านบดบังร่างของเขาเสียมิด ไม่ว่าใครก็คงไม่อาจเห็นเขาได้โดยง่ายนอกจากจะเพ่งสังเกตให้ดี


   “แหม ดาร์ลิ้งอยากจะสวีทวี้ดวิ้วกับฉันเหรอ”


   เสียงหนึ่งลอยมาแต่ไกล ในน้ำเสียงเป็นสำเนียงที่เขาคุ้นหูเป็นอย่างดี ถึงจะไม่ชัดเจนนักแต่ก็มั่นใจว่าความจำตัวเองไม่ได้ผิดเพี้ยนไป ..มันเป็นเสียงของเพื่อนคนหนึ่งที่เขาเหม็นขี้หน้าที่สุด ..สิงหานั่นเอง หมอนั่นยืนอยู่ในที่แสงไฟทอดถึง ใบหน้าฉายแววยียวน



   ลื่อมาทำอะไรที่นี่วะ!



   รู้ดีว่าคำเรียกขานนั้นไม่ได้หมายถึงตน กระนั้นพันปิยะก็ยังอดสะดุ้งไม่ได้ ที่สะดุ้งก็เพราะจู่ ๆ ได้ยินเสียงดังแหวกมาท่ามกลางความเงียบ แล้วก็กังวลว่าตัวเองจะถูกดึงเข้าไปเอี่ยวด้วยหรือไม่หากอีกฝ่ายบังเอิญเห็น เขาขึ้นมา


   “ว้า เดี๋ยวใครมาเห็นเข้าน้า~”


   คนที่เขาคิดว่าเป็นสิงหาเอ่ยทีเล่นทีจริง ตบท้ายด้วยเสียงหัวเราะเล็ก ๆ ในลำคอ


   กดส่งข้อความ แล้วคนมาก่อนจึงตัดสินใจเอี้ยวศีรษะไปดูเหตุการณ์อย่างช้า ๆ ไม่อาจตอบได้ว่าเพราะเหตุใดตัวเขาถึงต้องทำลับ ๆ ล่อ ๆ เหมือนคนกำลังลงมือกระทำความผิด ในตอนนี้เขากลายเป็นผู้ที่บังเอิญเข้ามาอยู่ในเหตุการณ์สำคัญอย่างไม่ได้ ตั้งใจ หากโผล่ออกไปตอนนี้คล้ายกับตั้งใจจะเข้าไปทำลายบรรยากาศจริงจังพิลึกนั่น เสียหมด


   ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือร่างสูงไล่เลี่ยกันสองร่างกำลังเผชิญหน้ากัน


   หนึ่งคือสิงหาไม่ผิดแน่ ส่วนอีกหนึ่งมีโคร่งร่างอย่างตะวันตก ..ซึ่งคนภายในงานที่ดูเหมือนชาวตะวันตกมากพอก็มีอยู่แค่คนเดียว



   ใบหน้าฉันมิตรของอังคารกระตุกกึกยามได้ยินถ้อยคำกวนประสาทตีขลุมเข้าข้างตัวจากอีกคน


   พันปิยะกะพริบตาปริบ ๆ พยายามกดร่างให้ชิดม้านั่งมากที่สุด มือข้างหนึ่งกำโทรศัพท์ไว้แน่น ..นี่มันอะไรวะเนี่ย..  เขาคิดในใจ เริ่มตื่นเต้นขึ้นมาหน่อย ๆ กับสถานการณ์ ..ในที่สุดมาร์สอีก็ทนไม่ไหวรึ?


   พันปิยะคาดว่าหนุ่มนักดนตรีจะโวยวายเหมือนอย่างเขา ไม่ก็ลงไม้ลงมือกับสิงหาสักผลัวะสองผลัวะ ทว่าในความเป็นจริง ทุกอย่างไม่ได้เป็นไปตามที่เขาคิด คงเป็นเพราะอังคารเป็นคนใจเย็นกว่าเขามากนัก ไม่น่าเชื่อว่าคนอย่างอังคารน่ะ..



   ..จะทำอะไรที่เหนือคาดยิ่งกว่านั้น!



   ผู้สังเกตการณ์พบว่าริมฝีปากของคนผมทองบิดออกเป็นรอยยิ้มน่าขนลุก มือข้างหนึ่งค่อย ๆ ยกขึ้น วางสัมผัสหัวไหล่ของคู่สนทนาอย่างเชื่องช้า อังคารโน้มตัวเข้าไปใกล้อีกฝ่าย


   “คนเป็นแฟนกัน เค้าทำกันแบบนี้ครับ...”


  


   …..!!!


   สาบานว่าเกือบต้องเอากำปั้นอุดปากเพื่อไม่ให้คำสบถพรั่งพรูออกมา!




   พันปิยะหวิดหงายหลังจนต้องยึดม้านั่งไว้แน่น


   เมื่ออังคาร สุริยวงศ์ มาคิเนน กำลังฝากรอยจูบให้กับสิงหา ก้องเกียรติภูมิ!





   !!!!!


   ..ตกลงพวกลื่อจะสวีทกันจริง ๆ ใช่มั้ย!


   ถ้าจะทำก็หาที่ที่มันลับตาคนให้มากกว่านี้หน่อยสิโว้ย!


   ไม่ใช่สิ.. มันลับตาแล้วนี่หว่า อั้วผิดเองที่อุตริมาอยู่ตรงนี้!



   ขนอ่อนบริเวณท้ายทอยลุกซู่ ช็อตเด็ดร้อนแรงชนิดจะจะตาทำเอาคนดูแทบจะควักลูกตาออกมาเพื่อลบภาพติดตาทิ้ง ให้มันรู้แล้วรู้รอด ว่าแล้วว่าทำไมถึงได้สังหรณ์ใจมากขนาดนี้ แต่แม้ใจจะพรั่นพรึงมากเพียงไหน นิ้วมือกลับทำหน้าที่ไม่ยั้งคิด อะไรบางอย่างดลใจบอกปลายนิ้วกดย้ำลงไปซ้ำ ๆ ให้ไว้ที่สุดเท่าที่จะทำได้



   ...ไม่แน่ว่าสิ่งที่ดลใจอาจจะเป็นความชั่วร้ายที่สะสมมานานนมนับตั้งแต่อยู่ในโรงเรียนนี้!



   จำนวนภาพถ่ายเพิ่มขึ้นด้วยความเร็วสูงสุดเท่าที่เครื่องจะอำนวย ใบหน้าขาวของผู้กระทำสะบัดเปรี้ยงตามแรงหมัดของผู้ถูกกระทำ สิงหาหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด ตรงกันข้ามกับหนุ่มฟินนิชที่บัดนี้หน้าซีกหนึ่งเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดง เขายกมือขึ้นแตะ ทั้งที่สีหน้าไม่เปลี่ยนแต่กลับรู้สึกได้ถึงชัยชนะเอ่อล้นออกมาจากร่าง


   เสร็จสิ้นภารกิจ พันปิยะรีบฉวยเสื้อสูทบนพนัก หายตัวไปในความมืดอย่างรวดเร็วเพื่อเร่งกลับเข้าไปในงาน ก่อนจะจากเขาทันได้ยินสิงหาตะโกนเปิดเผยความในใจดังลั่น


   “คนที่ฉันชอบคือเฟิร์นต่างหาก!!!”



   ..หา!?






   ถ้อยคำนั้นตรึงแน่น หัวคิ้วกดลงเล็ก ๆ เช่นคนกำลังครุ่นคิด เวลานี้ความตื่นตกใจจางหายไปจนหมด เหลือเพียงแต่ความสงสัยที่เพิ่มพูน สะกิดให้หัวใจคันยิบ ๆ ด้วยความอยากรู้อยากเห็น เด็กหนุ่มเชื่อว่าเขาไม่ใช่คนชอบสอดรู้ ทว่าเรื่องราวที่เพิ่งได้รับรู้มาคือเรื่องที่เปรียบเสมือนกับความลับของคน ที่เรียกได้ว่าเป็นไม้เบื่อไม้เมา ฉะนั้นมาตรฐานที่เคยมีของพันปิยะจึงถูกทำลายไปสิ้น


   รูปภาพที่ถ่ายเอาไว้ สิ่งนี้ก็คงจะเรียกได้ว่าเป็นความลับของอีกฝ่ายเช่นเดียวกัน ..ความลับคือความลับ ไม่ว่าใครก็คงไม่อยากให้ความลับของตนถูกเปิดเผยด้วยฝีมือของผู้อื่น


   แต่เขาก็ยังตั้งใจเก็บเอาไว้.. แน่นอนว่าไม่ใช่เพราะความนิยมชมชอบกับการได้เห็นมนุษย์เพศเดียวกันจูบกันแต่อย่างใด!


   อย่างที่กล่าว อาจจะเป็นเพราะความชั่วร้ายของตัวเขาเอง ..ราวกับได้ยินเสียงกระซิบของพวกมัน ..ลองเก็บเอาไว้สิ บางทีนี่อาจจะใช้เป็นเครื่องมือต่อรองให้เจ้าคู่กรณียอมแพ้และโอนอ่อนผ่อน ตามคำพูดของเขาก็ได้!


   หนุ่มตี๋ฉีกยิ้มเกรียมออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ ก่อนจะรีบปรับสีหน้าให้ราบเรียบยามผู้ที่เรียกได้ว่าเป็นชนวนของทุกสิ่งในความคิดของเขา ศรันฉัตรก้าวเข้ามาหา ใบหน้าที่ถูกแต่งแต้มไว้อ่อน ๆ นั้นแฝงรอยกังวลจนสามารถสังเกตเห็นได้แม้หล่อนไม่ได้เอ่ยออกมา


   “มีอะไรหรือเปล่าน่ะเฟิร์น?” เขาถาม ฉับพลันนั้นคำสารภาพของสิงหาที่ได้ยินมาก็ดังสะท้อนอีกครั้ง นัยน์ตาหลังเลนส์เผลอจับจ้องหล่อนอย่างพิจารณา ศรันฉัตรจะรู้หรือเปล่าว่าพ่อตัวกวนของหล่อนมีความรู้สึกอย่างไรให้แก่หล่อน?


   เขาส่ายศีรษะน้อย ๆ ..คงจะไม่รู้ เพราะก่อนหน้านั้นหล่อนยังปักใจว่าเขากันสิงหาเป็น ‘อะไร ๆ กัน’ จนเขาต้องลงทุนกุเรื่องเพื่อแก้ปัญหา (ที่ปลายเหตุ) ขึ้น ถึงหล่อนดูเหมือนจะเชื่อเรื่องของเขา แต่ก็ยังบอกไม่ได้ว่าความคิดทำนองนั้นของหล่อนจะเปลี่ยนไปหรือยัง


   “มาร์สกับออกัสหายไปไหนก็ไม่รู้ล่ะตง” เด็กสาวเอ่ย “..หาไม่เจอทั้งคู่เลย”


   ...ไปจี๋จ๋ากันในสวนน่ะสิ! อยากจะประชดออกไปอย่างนั้น แต่ก็ต้องยั้งปากแล้วตอบกลับไปฝืด ๆ  ไม่อยากตอกย้ำความเข้าใจของหล่อนให้ถลำลึกไปมากกว่านี้ ..เขาไม่อยากทำเช่นนั้น การขวางทางรักของชาวบ้านด้วยความหมั่นไส้ส่วนตัวเป็นเรื่องผิด


   “เอ้อ.. จริง--จริงด้วยนะ เราเองก็ไม่เห็นเหมือนกัน”


   ศรันฉัตรเบนสายตาออกครู่หนึ่ง ทอดออกไปข้างนอก แล้วกลับมาสนทนากับเขาต่อ


   “โทรศัพท์เราแบตหมด กลัวพ่อจะเป็นห่วงที่ติดต่อไม่ได้ เลยว่าจะขอยืมโทรศัพท์ตงโทรบอกหน่อยได้มั้ย?”


   คำขอนั้นทำให้เขาลังเล หากเป็นก่อนหน้าที่เขาจะถ่ายภาพพวกนั้นไว้ คำขอแค่นี้ของเด็กสาวคงไม่เป็นปัญหา


   “..ตงไม่สะดวกเหรอ?”


   “..ได้สิ ได้” ตัดสินใจส่งโทรศัพท์มือถือของตัวเองให้อีกฝ่าย ลำพังแค่ใช้โทรเข้าโทรออกคงไม่เป็นปัญหาแต่อย่างใด ..พันปิยะไม่ต้องการให้หล่อนเห็นภาพพวกนั้น มันไม่มีอะไรดีนอกจากยิ่งจะทำให้หล่อนเชื่อในความคิดผิด ๆ ของหล่อนมากกว่าเก่า และคำสารภาพของสิงหาก็คงจะไร้น้ำหนักไปอย่างสิ้นเชิง



   ..ถึงจะรำคาญมัน แต่เขาก็ยังอยากจะให้มันสมหวังอยู่ดี



   ละสายตาไปครู่เดียวจริง ๆ กะว่ารอจนศรันฉัตรบอกกว่ากับผู้เป็นบิดาเสร็จ ทว่าพอหันกลับมาก็ไม่รู้ว่าทำไมเจ้าหล่อนถึงได้หน้าเสีย พร้อมกับจ้องโทรศัพท์เขาชนิดที่ว่าอึ้งกิมกี่ได้ถึงขนาดนี้



   อย่าบอกนะว่า...



   เจ้าของโทรศัพท์เบิกตากว้างเท่าที่จะทำได้ รีบชะโงกหน้าเข้าไปดู และนั่นก็อธิบายพฤติกรรมของศรันฉัตรได้อย่างแจ่มแจ้ง


   บางทีศรันฉัตรอาจจะสับสนกับระบบโทรศัพท์มือถือของเขาจนหาวิธีการอย่างมั่ว ๆ  หรือบางทีมือเจ้าหล่อนอาจจะไพล่ไปโดนเสียเอง ไม่ว่าเหตุใดก็ตาม บัดนี้ภาพที่เขาเก็บมาได้กำลังเด่นหราเต็มหน้าจออย่างชัดแจ้ง!


   สาวเคร่งส่งมันคืนให้เขาโดยไม่พูดอะไรสักคำ นอกจากคำขอบคุณที่เขาให้ยืมโทรศัพท์ หล่อนไม่แม้แต่จะสนใจฟังสิ่งที่เขากำลังจะอธิบายด้วย เขาจึงได้แต่มองเพื่อนเดินจากไปอย่างไม่รู้จะทำอะไรไปได้มากกว่านั้น


   ถึงหล่อนจะไม่พูด แต่อากัปกิริยาของเจ้าหล่อนก็บอกทุกอย่าง



   อา..



   อั้วขวางทางรักชาวบ้านไปเรียบร้อยแล้ว!






   ถึงจะมีความผิดเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งกระทงข้อหาทำให้เพื่อนคนซื่อเข้าใจผิดไปไกลแสนไกล พันปิยะก็รู้สึกผิดได้ไม่นานก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นลิงโลดอย่างออกนอกหน้า มองไปมองมาเด็กหนุ่มก็เกิดความรู้สึกว่านี่อาจจะเป็นของขวัญปีใหม่สำหรับเขาในอีกรูปแบบหนึ่งก็เป็นได้ ขึ้นอยู่กับว่าเขาจะเอามันไปใช้อย่างไรต่างหาก


   ดูเหมือนว่าพอได้เริ่มกระทำความผิดแล้ว หนุ่มตี๋ก็ยิ่งถลำลึกด้วยความแค้นที่เก็บสะสมมานานจนกลายเป็นกลุ่มก้อนโต!


   กว่าจะรู้สึกตัวอีกที เทศกาลปีใหม่ผ่านไปจนได้ พันปิยะมัวแต่หัวปั่นกับเรื่องราวหลาย ๆ อย่าง หากไม่เป็นเพราะเจ้าเพื่อนคู่รักคู่แค้นที่ช่วยเป็นฝ่ายทำให้เขานึกถึงมันขึ้นมาอีกครั้ง ดั่งตะกอนที่ถูกกวนขึ้นจนลอยฟุ้งปรากฏให้เห็นอยู่บนผิวน้ำอย่างชัดเจน เขาก็คงจะลืมเรื่องนั้นไปสนิท


   เด็กหนุ่มกล้าบอกว่าเขาไม่ได้ทำอะไรเลยสักนิด เพียงแค่ขึ้นมาถึงห้อง วางกระเป๋าลง แล้วนั่งอยู่เฉย ๆ ในที่ของตัวเอง พ่อสิงหาพาเพลินที่กำลังยิ้มแฉ่งก็ลอยหน้าลอยตาเข้ามาทักทายเหมือนอย่างที่ผ่านมา


   “ว่างาย~ ศรีภรรยา ปีไหนนี้ไปไหนมาบ้างครับผม”


   ไม่พูดเปล่า ยังถือวิสาสะกอดคอโอบไหล่อย่างสนิทสนมชิดเชื้อเป็นครั้งที่ร้อย


   “จะไปไหนมาไหนก็ต้องบอกให้นายรู้ด้วยหรือไงหา?”


   ...คงลืมเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวันงานปีใหม่ไปหมดแล้วสิท่า พันปิยะอารมณ์กรุ่น ใช้ความพยายามในการแซะมือสิงหาออกเป็นรอบที่ร้อยเช่นกัน



   ..คิดว่าคงไม่มีใครรู้ใครเห็นสินะ แต่หารู้ไม่ อั้วนี่แหละเห็นเต็มสองตา!



   ขณะกำลังโวยวายในใจ ก็พลันสบเข้ากับดวงตาแฝงแววประหลาดที่เขาเองไม่อาจบอกได้ว่าเป็นความรู้สึก แบบใดกันแน่จากศรันฉัตร เขาไม่รู้ว่ามันเป็นความลังเลใจ ความกังวลใจ หรืออาจเป็นทั้งสองอย่างผสานกันอยู่ในคราวเดียว ..ไม่รู้ว่าเกิดขึ้นด้วยสาเหตุอะไร เพราะใคร..ระหว่างสิงหาหรือเขา ทว่านั่นทำให้พันปิยะระลึกขึ้นมาได้ว่า นอกจากประจักษ์พยานอย่างเขาแล้ว ยังมีพยานบอกเล่าอีกคนคือหล่อนนั่นเอง


   และนั่นยิ่งทำให้หวนระลึกคำสารภาพของเจ้าตัวกวนที่ยังตราตรึงอยู่ในรูหูทั้งสองข้าง ระลึกถึงเรื่องที่ตัวเองสู้อุตส่าห์กุขึ้นมาก็ยิ่งทำให้ปรอทวัดระดับอารมณ์พุ่งสูงปรี๊ด ทุกอย่างดูเปล่าประโยชน์สิ้นดี



   วุ่นวาย วุ่นวาย ทุกอย่างมันช่างวุ่นวาย!



   เขาเริ่มมองไม่ออกว่าปัญหาซังกะบ๊วยนี่มันจะเป็นไปในทิศทางไหน!



   เด็กหนุ่มนึกถึงเตี่ย.. และทันใดนั้นเขาก็ตัดสินใจได้ เขาต้องหาทางหยุดไอ้พฤติกรรมนัวเนียนี่ให้ได้อย่างเด็ดขาด ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม


   หนึ่งคือเพื่อที่ตนจะได้ไม่เป็นบ้าตายกับการต้องมาเรียนแล้วเจอแบบนี้ทุกวัน และสอง..ยามเขาลองจินตนาการถึงสีหน้าและท่าทางของเตี่ยหากเตี่ยพบว่าตัวเขาตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ ตามด้วยเหตุการณ์ภายหลังที่ตนต้องเผชิญหน้ากับเตี่ยด้วยแล้วล่ะก็...



   ..ถึงอย่างไรเขาก็เป็นห่วงตัวเองมากกว่า



   อยู่ดี ๆ จากที่เคยพยายามดิ้นรนเอาตัวรอดก็หยุดไปเสียเฉย ๆ สิงหาเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ ก้มลงดูคนผอมกว่าก็พบว่าหลังเหลี่ยมแว่นใสของเปี่ยมไปด้วยรอยเดือดดาลกว่าครั้งปกติอย่างที่เขาไม่เคยได้เห็นจากพันปิยะ




   “อั้วทนไม่ไหวแล้วว้อย!”   พันปิยะตวาดลั่น




   “ถ้าลื่อมีปัญหามากนักก็มาคุยกันหน่อยดีไหม!?”













 +++++++++++++++++++++++++++

 
 
สรุป

- วันงานปีใหม่ ตงหนีมานั่งตอบข้อความในสวนพฤกษศาสตร์เล่น ๆ

- บังเอิญได้เห็นสองหน่อ กัสและมาร์สโดยไม่ได้ตั้งใจ

- เห็นช็อตเด็ดเต็มสองตา ขนลุกซู่ซ่า แต่ไม่รู้อะไรดลใจให้ถ่ายเก็บไว้

- พอจะหนีกลับเข้างานก็ทันได้ยินคำสารภาพของกัส

- กลับเข้างาน ครุ่นคิดถึงแผนชั่ว แล้วเฟิร์นก็เข้ามาขัดจังหวะโดยการยืมมือถือตงโทรหาพ่อ

- ตงลังเล แต่ก็ให้ไป เฟิร์นเลยได้เห็นช็อตเด็ดที่ตงเพิ่งจะเก็บมาได้ด้วย *3*

- ตี๋คิดว่าตัวเองกำลังขวางทางรักชาวบ้านแล้วล่ะ

- เปิดเทอมมา ลืมไปแล้ว แต่พอกัสกวนก็เลยนึกขึ้นได้

- คิดว่าต้องเคลียร์ปัญหาที่กัสชอบเข้ามานัวเนียกับตั้งฉายาศรีภรรยาให้ตนเองให้ได้

- ตงทนไม่ไหวเอากัสออกไปคุย




Talk :

ในที่สุดก็สำเร็จลุล่วงจนได้ค่ะ

สำหรับช้อยส์ ค. อันเป็นตัวเลือกต่อเนื่องจากสองช้อยส์ก่อนหน้า

ความจริงแล้วโปรเจคนี้อิงกระแสสอบ *ฮา* คำถามของข้อนี้คงจะประมาณว่า


"คุณคิดว่าเรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะอะไร?"


ก็มีตัวเลือกหลายตัวเลือกค่ะ >A<

ซึ่งเป็นความผิดทางนี้เองที่ได้แต่ตองในส่วนของตัวเองมานานเหลือเกิน

อย่างไรเสีย วันนี้ฤกษ์งามยามดีก็เลยสามารถทุบไหหนึ่งในหลายใบให้แตกได้ *3*


ก็สำหรับช้อยส์นี้ยังไม่จบนะคะ (...อีพิมผู้เขียนสั้น ๆ ไม่เป็น //ร้องไห้)

ยังมีครึ่งหลังอีกด้วย ยังไงโปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ รับรองว่าไม่ดองแน่ค่ะ *มุ่งมั่น*

เพราะเสร็จสิ้นสมบูรณ์เรียบร้อยแล้ว ฮี่ ๆ ~


ขอบคุณผปค.เด็ก ๆ ทุกคนที่มีส่วนร่วมในโปรเจคนี้

ทั้งพ่อเจ้าประคุณกัสศรี มาร์สศรี (มารศรี) และสาวเฟิร์น ฮิฮิ


และขอบคุณสำหรับพี่พร-แม่เฟิร์น ที่คอยให้คำปรึกษา และคอยกระทุ้งอยู่เนือง ๆ

จนในที่สุดตัวขี้เกียจของผปค.ตงคนนี้ก็กระเด็นออกไป ทุบไหดองได้สำเร็จค่ะ~

...ว่าแล้วก็ชาบูว์พี่พร //ชาบูวววว์ว์ว์ว์ว์

*[ ]*


Comment

Comment:

Tweet

กรี๊ด สกรีมงามๆ มาตั้งแต่ตอนเห็นดราฟแรก!!! มิเสียทีที่พี่คอยแล้วคอยเล่า!!!

อาตี๋ ในที่สุดลื่อก็เริ่มมีไหวพริบบ้างสินะ... แบบนี้แหละ กะอีกัสแกต้องทำแบบนี้แหละ ไม่นั้นเป็นเคะใต้อาณัติตลอดกาล

..ถึงจะรำคาญมัน แต่เขาก็ยังอยากจะให้มันสมหวังอยู่ดี

ตงหล่อมากอ่ะ หล่อแบบพระเจ้า พี่กรี๊ดประโยคนี้ทุกครั้งที่อ่านเลยนะ...

ว่าแต่กัสเอ้ย มาร์สเอ้ย คนที่เธอไม่อยากให้เห็นมากสุดกลับเห็นไปแล้ว ไว้หาข้อแก้ตัวดีๆ นะจ๊ะ

#1 By Fern-CS#4 on 2012-03-02 01:04