[CS] MS : Big Liar

posted on 01 Dec 2011 20:07 by 376sec in MAIN-STORY

 
*เอนทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการโรงเรียนลูกบาศก์*
 
 
 
 

 

[CS] MS : Big Liar
[ตัวละคร - รุ่นสี่]
ผู้ดำเนินเรื่อง : ศรันฉัตร (เฟิร์น) ,สิงหา (ออกัส) ,พันปิยะ (ตง)
ผู้สังเกตการณ์ : วริษรา (เอพริล)
ผู้ถูกพาดพิง : มณฑกาญจน์ (โมรา) และหนุ่ม ๆ
[ระยะเวลา – พฤศจิกายน 2554]



 
 
 
 
   เอาอีกแล้ว…



   เอาอีกแล้วโว้ย!




   พันปิยะหนีมานั่งกุมขมับตัวเองที่ห้องสมุด หากเป็นที่นี่เขามั่นใจว่าคงไม่มีใครขึ้นมาต่อความยาวสาวความยืดด้วย หรือไม่ถ้าจะทำก็คงยากหน่อยล่ะ


   เขากางหนังสือเรียนออก ตัวหนังสือบนหน้ากระดาษผ่านสายตา แต่ไม่มีสักตัวที่ซึบซับลงสมอง


   ดูท่าทางแล้วคงเปิดมันขึ้นมาเพื่อฆ่าเวลาและครุ่นคิดหาทางออกเสียมากกว่า


   พอเวลาถูกกวนโมโหอย่างนี้ทีไร ดูเหมือนความยับยั้งชั่งใจและสามัญสำนึกจะกลายเป็นศูนย์ไปดื้อ ๆ หากเป็นตอนที่อยู่ในอารมณ์ปกติล่ะก็ จ้างให้ตายเขาก็จะไม่มีทางพูดออกไปอย่างนั้นเด็ดขาด!


   รู้สึกตัวเองซวยก็เพราะปาก ต่อให้โทษคนอื่นแทบตายยังไง สุดท้ายแล้วก็เป็นเพราะเขานี่แหละวะ!



   …เงียบ



   ทั้งหมดที่ได้ยิน มีเพียงเครื่องปรับอากาศที่ส่งเสียงในความเงียบ และเสียงโหยหวนในจิตใจของเด็กหนุ่มเท่านั้น



   ใช่แล้ว! ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ไปก็ได้นี่


   ไหน ๆ อีกฝ่ายก็ดูท่าทางจะเชื่อคำพูดเขาเข้าเต็มเปา ต่อจากนี้ก็ไม่ต้องพูดถึงเรื่องนี้อีก พอเวลาผ่านไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวคนที่เกี่ยวข้องก็คงจะลืมมันไปเองนั่นล่ะ



   เขาหน้าซีดเพราะจิตใจกำลังปั่นป่วนไม่ค่อยสู้ดี ปลายนิ้วเขี่ยมุมหน้ากระดาษที่เป็นรอยยับคลี่ออกให้เรียบร้อย ในหัวก็คิดต่อไป


   บางทีคราวนี้อาจจะรอดยาก มีแววว่าคงจะถูกจับตาดูไปสักระยะ รายหนึ่งไม่เท่าไหร่ แต่อีกรายหนึ่งนี่สิ หลังจากคราวนี้แล้วมันคงหาทางแซวเขาทุกครั้งที่มีโอกาส


   ซวยคนเดียวไม่พอ ยังจะลากคนอื่นมาซวยด้วยอีก รนหาที่จริง ๆ เลยพันปิยะ!



   ...หวังว่าถ้าเมื่อไหร่ความลับแตก


   ถ้าเมื่อไหร่ที่หล่อนรู้ว่าเขาไปพูดอะไรไว้ล่ะก็



   เมื่อนั้น..


   หล่อนคงจะยอมอโหสิกรรมให้เขานะ

 




   สิงหายิ้มหวาน ไม่ว่าเมื่อไหร่บนใบหน้าคม ๆ นั้นก็ถูกประดับด้วยรอยยิ้มเสมอ เมื่อพ้นเขตประตูโรงเรียนและขึ้นมาถึงห้อง สิ่งแรกที่ทำหลังจากโยนสัมภาระลงไปกองบนโต๊ะตัวเองแล้ว คือการปราดเข้าไปหมายทักทายเพื่อนที่ตนคิดว่าสนิทสุด ๆ


   ...ทำไมวันนี้หน้าตาดูซีเรียสนักหว่า สิงหายืนมอง ขนาดมาอยู่ข้าง ๆ ก็ยังไม่มีที่ท่าว่าจะสนใจเขาเลยแฮะ


   คิดจะดำเนินรอยตาม ‘คุณแม่’ เขาไปเรอะ!


   อย่ากระนั้นเลย.. เด็กหนุ่มหย่อนร่างลงเก้าอี้ตัวหน้าเพื่อนดังปุ แย่งชิงที่นั่งของกัมปนาทมาเป็นของตัวเองชั่วคราว


   สิงหากระหยิ่มใจเมื่อเห็นว่าวิธีเรียกร้องความสนใจนั้นได้ผล พันปิยะเงยหน้าขึ้นจากหนังสือเล่มโตแล้วแยกเขี้ยวใส่เขา แต่ไม่พูดอะไร ปิดปากเงียบกริบผิดวิสัยเจ้าตัว


   จอมแสบกลั้นหัวเราะกับอากัปกิริยานั้น ไม่บอกก็รู้ว่าพันปิยะกำลังทำใจเย็นสุด ๆ


   อา..มันเป็นหน้าที่ของเขานะที่จะต้องเสนอตัวทดสอบว่าความใจเย็นของหนุ่มตี๋จะมีประสิทธิภาพมากเพียงใด รอยยิ้มหวานเปลี่ยนเป็นแสยะ ยื่นแขนกอดคอคนตรงข้ามหมับอย่างที่เคยทำประจำ


   “ศรีภรรยา วันนี้มาโรงเรียนแต่เช้าเลยน้า”


   พันปิยะยังเงียบ แต่ตาตี่ ๆ เบิกกว้างขึ้น จ้องอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ สิงหารื่นเริง ว่าต่อ


   “คิดถึงฉันก็บอกมาเถอะ วันไหนถ้าฉันหยุดคงเหงาแย่สินะ”


   “เออ คิดถึงแทบขาดใจเลยล่ะ!”
 





   เขาประชดกลับ ขู่ฟ่อ สิ่งที่คาดไว้ไม่ผิดไปเลยสักนิดเดียว!


   พันปิยะยืนขึ้น สิงหาเองก็ยืนตาม


   เขาพยายามแกะมือเจ้าตัวกวนออก ทว่ามันช่างแน่นหนึบยิ่งกว่าตีนตุ๊กแก ริมฝีปากที่เคยปิดสนิทเริ่มขยับมุบมิบก่อนจะส่งถ้อยคำสวดส่งคนรังควาญยาวเหยียด จากตรงนี้เห็นวริสราผู้เป็นเจ้าของนัยน์ตาแอบแฝงกำลังมองมาอย่างให้ความสนใจยิ่ง


   หล่อนมองมาอย่างไม่วางตา ทั้งที่สองมือก็กำลังเล่นโทรศัพท์อยู่แท้ ๆ  ริมฝีปากยกยิ้ม มันเป็นรอยยิ้มที่ไม่น่าไว้วางใจเอาเสียเลย เห็นแล้วชวนให้ขนหัวลุกจริง ๆ  แต่ก็นับว่าไม่เท่าไหร่ เพราะตลอดมาเขาก็เห็นว่าวริสราล้วนแต่มองนักเรียนชายทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนหรือรุ่นพี่ด้วยสายตาแบบนี้ประจำ


   สายตานั้นจะยิ่งทวีความน่าสะพรึงมากขึ้นเมื่อเหล่านักเรียนชายอยู่ด้วยกันมากกว่าหรือเท่ากับสองคนขึ้นไป



   สิ่งที่ชวนให้สะพรึงจริง ๆ น่าจะเป็นอีกคนที่เพิ่งเข้ามาใหม่มากกว่า



   ศรันฉัตรเบิกตากว้าง มือกำหูกระเป๋าเรียนแน่นด้วยอารามตกใจ หน้าเปลี่ยนสีจากตอนปกติกลายเป็นสีขาว สีแดงก่ำ แล้วก็เป็นสีขาวอีกครั้ง


   ดูเหมือนหล่อนจะได้ยินคำที่เขาพูดเมื่อครู่ชัดเจนทีเดียว ถึงได้ออกอาการทำตัวไม่ถูกเสียขนาดนั้น


   "อ่า....กัส ตง ขอโทษนะ..." ศรันฉัตรว่า ท่าทางเสียใจอย่างสุดซึ้ง


   ..เอาแล้วมั้ยล่ะ!


   พันปิยะสะดุ้งโหยง ส่วนสิงหากะพริบตาปริบ ๆ เหมือนเจ้าหล่อนกำลังจะบันทึกความเชื่ออะไรผิด ๆ อีกแล้ว!


   "ขอโทษเรื่องอะไรน่ะเฟิร์น?"


   พันปิยะยิงคำถามออกไปแทบจะในทันที มีความพยายามในการปลดมือของสิงหามากกว่ากว่าเดิมอีกหลายร้อยเท่า


   "เอิ่ม...คือ..."


   ศรันฉัตรอึกอัก สายตาสลับไปมาระหว่างมือของสิงหาที่โอบรอบคอของคนถามอย่างชิดเชื้อ


   “คือ..?”


   คือ...ขอโทษนะที่เราเข้ามาขัดจังหวะทั้งสองคน..."


   คนตอบหน้าเจื่อน กระดากใจ


   "ขัดจังหวะอะไร" พันปิยะเหวอ "ถ้าเข้ามาขัดจังหวะเพื่อช่วยเราล่ะก็ เราต่างหากที่เป็นฝ่ายต้องขอบคุณ"



   แต่ดูแล้วคงจะไม่ได้ขัดจังหวะในแง่นั้นว่ะ..



   "แต่ถ้าไม่ใช่ขัดจังหวะแบบนั้น เราก็คงต้องถามเฟิร์นอีกทีว่าคิดอะไรอยู่ล่ะ"



   ลื่อคิดอะไรของลื่อ บอกอั้วมาเดี๋ยวนี้เลย!



   เด็กหนุ่มร่ำร้องในใจ
 




   สิงหายิ้มกริ่ม ไม่ได้อนาทรร้อนใจใด ๆ ตรงข้ามกับคนที่ถูกเขาแกล้งเสียจริง ส่วนสาวผมแกละหน้าเจื่อนกว่าเดิม หล่อนลอบมองใบหน้าของสิงหา ในดวงตาปรากฏร่องรอยของความไม่เข้าใจ


   ไม่รู้ว่าไม่เข้าใจสิงหา หรือไม่เข้าใจตัวหล่อนเองกันแน่


   “ตอบสิ!”


   "อ่า...ก็...จังหวะ 'สวีต' น่ะตง" ศรันฉัตรตอบตะกุกตะกัก หันกลับไปที่โต๊ะเรียนตัวเอง เปิดกระเป๋าหยิบสมุด แล้วทำท่าจะจ้ำอ้าวออกหนีออกไปจากห้องเสียดื้อ ๆ "เดี๋ยวเราเอาการบ้านไปส่งก่อนนะ"


   ตัวแสบของห้องหลุดหัวเราะลั่น ชอบอกชอบใจกับคำตอบของ ‘คุณแม่’


   "อะไรกันเฟิร์น ฉันไม่ใช่เกย์ซะหน่อยนะ"


   จังหวะที่กำลังหัวเราะ เด็กหนุ่มเผลอผ่อนแรงลง คนในอ้อมแขนจึงสบโอกาสหลุดออกไปขวางทางศรันฉัตรได้ พันปิยะร้องโวยวายเสียลั่น รั้งศรันฉัตรเอาไว้


   "สวีตอะไร เราไม่ได้ชอบผู้ชายนะ!"


   "ก็.. ก็เห็นกัสเรียกตงว่าศรีภรรยานี่"



   แกล้งคนนี่มันสนุกจริง ๆ



   ..สิงหาคิดยามเห็นสีหน้าราวกับจะฆ่าคนได้ของตี๋แว่น และสีหน้าเจี๋ยมเจี้ยมของแม่เด็กเรียน คราวหลังคงต้องแกล้งให้อีกเยอะ ๆ เลย


   เขานั่งลงบนเก้าอี้อีกหน เท้าคาง ยังไม่ยอมหยุดหัวเราะ มองดูความพยายามที่ค่อนข้างจะเปล่าประโยชน์ในการแก้ข่าวของพันปิยะอย่างสนุกสนาน ตราบใดที่เขายังไม่ยอมรามือจากพันปิยะง่าย ๆ  ศรันฉัตรของเขาเองก็คงจะไม่ยอมเข้าใจอะไรง่าย ๆ ด้วยเช่นกัน


   เฝ้าดูเพื่อนเป็นเดือดเป็นร้อนอยู่อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่ความเมตตาอันน้อยนิดในจิตใจจะออกทำงาน ..ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว จะยอมช่วยแก้ข่าวด้วยสักหน่อย


   "ฉันออกจะแมนเต็มร้อย ยืนยันว่าชอบผู้หญิงครับ"


   เขากล่าวเนิบ ๆ "แต่ถ้าตงจะเกิดพิศวาสกับฉัน... มันก็ช่วยไม่ได้นะ..."




   ใครจะยอมแก้ให้หมดง่าย ๆ กันเล่า ถ้าเป็นอย่างนั้นก็หมดสนุกน่ะสิ!
 

  


   แต่อย่างนี้ก็ถือว่าช่วยแล้วนา..






   "เชี่--"


   ศรันฉัตรสะดุ้งโหยงกับคำสบถของหนุ่มตี๋ หันขวับมาอย่างสงสัย


   พันปิยะหัวเสียสุด ๆ  หากจะบอกว่าเลือดในกายกำลังเดือดพล่านก็คงไม่ผิดไปจากความจริงเท่าไหร่นัก อยากต่อยหน้ายียวนนั่นสักหมัดสองหมัด หากไม่ติดว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในเวลานี้คือการคุยกับศรันฉัตรให้รู้เรื่องเสียก่อน เห็นหล่อนทำหน้าอย่างนี้แล้ว ไม่ว่ายังไงก็ปล่อยไปไม่ได้จริง ๆ


   หนึ่ง.. สอง.. สาม.. สี่..  หนึ่ง.. สอง.. สาม.. สี่.. เขาหันไปทางศรันฉัตร ระงับอารมณ์ด้วยการนับเลขในใจ



   อั้วหวังอะไรกับลื่อไม่ได้สักอย่าง ออกัส!



   “เฟิร์น ฟังนะ..” ตั้งใจจะควบคุมลมหายใจให้เป็นปกติ แต่อะไรมันจะยากขนาดนี้


   "ความจริง..เราน่ะ มีคนที่ชอบอยู่แล้ว"


   หล่อนจ้องเป๋ง ดวงตาแป๋วแหววดั่งเด็กไม่รู้เดียงสา และนั่นยิ่งทำให้เขารู้สึกผิดเหลือเกิน




   เพื่อที่จะให้ตัวเองรอด เขากำลังคิดจะโกหกครั้งใหญ่!




   "ความจริงแล้ว.. คน ๆ นั้นเขาอยู่ในห้องนี้ด้วยล่ะ"


   พันปิยะเอ่ย กดเสียงไว้ให้ราบเรียบ พร้อมกันนั้นก็คิดว่าจะพูดยังไงให้คนอย่างศรันฉัตรเชื่อดี ถ้าหล่อนจับไต๋ได้ คงมีหวังโดนเฉ่งจนตายกันไปข้าง มิหนำซ้ำหล่อนก็คงจะยิ่งปักใจเชื่อจริงจังว่าเขาสู้อุตส่าห์โกหกเพื่อปกปิดรสนิยมหรือรักแท้อะไรทำนองนั้น


   "กัสหรือตง?"


   "ไม่ใช่!" เขาเผลอปฏิเสธกร้าว ก่อนจะลดระดับลงมาตามเดิม "..แต่ ..แต่เฟิร์นก็รู้จักคน ๆ นั้นเหมือนกับเรานี่นา"



   โอย.. บาป -- บาป -- บาป


   รู้สึกบาปมันกำลังวิ่งเข้ามาทิ่มแทงทั่วร่างจนเจ็บจี๊ด ๆ ทิ่มตรงนั้นทีตรงนี้ที แต่ช่างปะไร!



   ดวงตาคู่โตของศรันฉัตรนั้นแน่วแน่ ..หล่อนกำลังจ้องตาเขา แน่นอนว่าถึงเขาจะอยากหลบสายตาหล่อนมากเพียงไร สิ่งที่ทำก็คือการจ้องตอบกลับไป ไม่ว่ายังไงก็จะหลบสายตาไม่ได้เด็ดขาด! อย่างน้อยก็ตอนนี้!!


   "..แสงเหรอ" หล่อนอ้าปาก เอ่ยชื่อเพื่อนผู้ชายอีกคนออกมา


   "โธ่! ก็บอกว่าไม่ได้ชอบผู้ชายไง"


   ถ้าหล่อนเป็นวริสรา เขาคงไม่ลังเลที่จะบอกหล่อนว่าอย่าหมกมุ่นให้มันมากนัก


   เขาสูดลมหายใจเข้าก่อนปล่อยออกดังเฮือก ลดเสียงให้เบาลงจนไม่ต่างอะไรกับเสียงกระซิบ ปล่อยให้คำโกหกคำโตค่อย ๆ หลุดลอดออกมา




   “เรา..เราชอบโมราต่างหากล่ะ"




   ทันทีที่เริ่มพูดประโยคนั้น เด็กหนุ่มก็รีบเบือนหน้าหลบทันควัน เสียงเขาสั่น ฟังดูเหมือนคนที่กำลังเขินอายเพราะจำต้องสารภาพความจริงในใจ แต่ใครเล่าจะรู้ว่าที่จริงแล้วมันสั่นเพราะเขากลัวว่าตัวเองจะโกหกศรันฉัตรไม่สำเร็จ



   ขอบคุณเตี่ยกับม้าที่ให้ตาตี่ ๆ กับอั้วมา


   ขอบคุณซื้อแว่นให้อั้วเพราะอั้วสายตาสั้น


   อาเฟิร์นอีถึงได้มองไม่เห็นแววตาอั้ว ถึงได้ไม่รู้ว่าอั้วกลัวความแตกมากขนาดไหน!



   หลังจากขอบคุณผู้เป็นบิดามารดาแล้วก็ตบท้ายด้วยก่นด่าตัวเองในใจเสร็จสรรพ



   พันปิยะ ลื่อนี่ชั่วจริง ๆ !




   "...จริงเหรอตง"


   ศรันฉัตรเบิกตากว้าง กว้างยิ่งกว่าตอนที่เห็นสิงหากับคนตรงหน้ากำลังหยอกล้อกัน (ตามความเข้าใจของหล่อน) เสียอีก  ณ วินาทีนั้นหล่อนเชื่อหมดใจว่าพันปิยะพูดจริง ไม่มีคลางแคลงใด ๆ



   ทำไมน่ะหรือ..?



   เพราะเมื่อลองคิดดูแล้ว เท่าที่ผ่าน ๆ มา หล่อนเองก็มักจะเห็นพันปิยะชอบเข้าไปคุย เข้าไปป้วนเปี้ยนกับมณฑกาญจน์ผู้เป็นเพื่อนสนิทของหล่อนอยู่เสมอ


   ตอนนั้นก็เห็นว่าได้ออกไปเจอกันข้างนอกด้วยนี่นา อ๊ะ.. ตอนที่ฝนตกแล้วพันปิยะเอาร่มของเขาให้มณฑกาญจน์ยืมก็ใช่



   ..คิดไปคิดมามันก็ดูจะมีอะไรบางอย่างจริง ๆ



   “จริงสิ ไม่จริงเราไม่พูดหรอก” ฉะนั้นหล่อนจึงยิ่งเชื่อเข้าไปอีกเมื่อได้ยินคนโกหกสำทับ “เราไม่พูดโกหกหรอกนะเฟิร์น"
 





   แต่อนิจจา..


   ดูเหมือนคนที่ได้ยินเสียงกระซิบนั่นจะไม่ได้มีแค่ศรันฉัตรคนเดียว



   ไม่มีใครทราบว่าสิงหาที่เคยนั่งเท้าคางยิ้มกริ่มอย่างผู้ชนะนั้นลุกย่องมาฟังบทสนทนาของทั้งคู่ตั้งแต่ตอนไหน คนที่รู้คงจะมีแต่วริสราที่นั่งดูเหตุการณ์มาตั้งแต่ต้นเท่านั้น


   สิงหาเงี่ยหู ตัวสูงก็ดีอย่างนี้ ได้ยินคนเตี้ยกว่าคุยอะไรกันง่ายดี ตอนแรกก็เว้นระยะอยู่สักหน่อย แต่ต่อมาก็รู้ว่าถึงจะเข้าไปใกล้ ๆ  ทั้งพันปิยะทั้งศรันฉัตรต่างก็ไม่สนใจเขาเลย


   ดูเหมือนสองคนนั้นจะจริงจังกันมาก จนเขาถึงกับอดไม่ได้ ต้องลุกขึ้นมาฟังสักหน่อยว่าคุยอะไรกันหน้าตาถึงได้เคร่งเครียดกันขนาดนั้น บอกตรง ๆ ว่าเขาเองก็แอบเป็นห่วง เกิดทั้งคู่ทะเลาะกันขึ้นมาก็แย่สิ ด้านหนึ่งก็ศรีภรรยาจอมโวย อีกด้านหนึ่งก็คุณแม่ทูนหัวที่เคารพรัก ยังไงถ้าทะเลาะกันจริงเขาเองก็จะได้ช่วยไกล่เกลี่ย เป็นครอบครัวเดียวกันก็สมควรจะรักใคร่กลมเกลียวกันนี่นา



   แต่มันดันไม่เป็นอย่างที่เขาคิด



   จอมก่อกวนหัวเราะหึ ๆ ในลำคอ ไม่คิดเลยว่าจะได้มีโอกาสมาได้ยินข่าวดีเข้า นี่พันปิยะมัวแต่ตั้งใจคุยกับศรันฉัตรจนไม่ได้สังเกตเขาเลยสินะ เพราะถ้าหากมันเห็นเขา มันก็คงจะไม่ยอมพูดประโยคนั้นออกมาง่าย ๆ หรอก


   "โมราเหรอ ว้า.. ศรีภรรยาปันใจจากฉันแล้วแฮะ"


   เขาส่งยิ้มวิบวับให้เพื่อนที่ถึงกับอ้าปากค้างยามเห็นเขาปรากฏร่าง หน้าหมอนั่นซีดจนไร้สีเลือดเลยทีเดียว


   "แหม เสียใจนะนี่...ว่าแต่โมรารู้เรื่องนี้ยัง~"


   ข่าวดีสุด ๆ ไปเลยสิให้ตาย อย่างนี้ต้องกระจายให้ทุกคนรู้ทั่วถึง!


   ทว่าก่อนที่จะได้ทำอะไร คู่กรณีกลับฟาดศอกเข้าเต็มหน้าท้องเขาด้วยสีหน้าแบบหนุ่มน้อยผู้กำลังว้าวุ่นใจในความรักเอาสุดแรง สิงหาถึงกับตัวงอเยี่ยงกุ้งต้มสุก ศอกพันปิยะหนักเอาเรื่องทีเดียว


   "อั่ก!” เขาร้อง รอยยิ้มเจิดจ้ากลายเป็นยิ้มแหย เขาแสร้งตัดพ้อ


   “..รุนแรงจังนะ ..หึงเหรอครับศรีภรรยา"


   แม้แต่สิงหาก็ยังไม่รู้ว่าสีหน้าว้าวุ่นของพันปิยะเกิดจากความกังวลในคำโกหกของตนเอง ไม่ใช่เพราะความรักหรือความชอบอะไรนั่นเลย


   "ไม่รู้.. แล้วจะไม่มีทางรู้ด้วย!" คนทำร้ายร่างกายมองเขาอย่างอาฆาต ตอบเฉพาะคำถามแรก ก่อนจะหันไปกำชับกับศรันฉัตรเสียงอ่อน


   "คือ.. ตอนนี้โมราก็ยังไม่รู้จริง ๆ นั่นแหละ ..เฟิร์นอย่าเพิ่งบอกใครนะ..คือ.. เราอายน่ะ"


   และนั่นส่งผลให้ศรันฉัตรพยักหน้ารับด้วยดวงตาเปล่งประกายเล็ก ๆ
 





   ก่อนจะแยกย้ายกลับที่นั่ง หล่อนแอบเห็นใบหน้าขึ้นสีจาง ๆ ของเขา


   เด็กสาวรู้สึกผิดนิด ๆ ..สรุปว่าตงไม่ได้เป็นแบบนั้นสินะ


   ทั้ง ๆ ที่เขาพยายามปฏิเสธอย่างแข็งขัน แต่ไม่ว่ายังไงหล่อนก็ยังไม่ยอมเชื่ออยู่ดี เดือดร้อนเขาต้องยอมสารภาพความจริงเกี่ยวกับคนที่ชอบออกมาเพื่อให้หล่อนเชื่อจนได้



   ตงคงต้องเขินมากแน่ ๆ เลย..



   ศรันฉัตรนึกชมในความกล้าของพันปิยะ


   เคยได้ยินว่าการแอบชอบใครมักจะทำให้เป็นทุกข์ หล่อนเลยนึกอยากให้เขาสมหวังขึ้นมา คงจะดีไม่น้อยถ้าเขาสมหวังตามคำที่เขากล่าวไว้



   ว่าแต่..แล้วออกัสล่ะ?



   ศรันฉัตรลอบมองเจ้าตัวป่วนของห้องอีกครั้ง นอกจากพันปิยะแล้ว สิงหายังคงเทียวไล้เทียวขื่อเพื่อนผู้ชายตามโต๊ะนั้นที โต๊ะนี้ทีเป็นการทักทายยามเช้า ไหนจะศฤคาล ไหนจะณัฐปกรณ์ ไหนจะฐนาธรณ์ ลำพังผู้ชายในห้อง คนที่เขาไม่ค่อยกล้าถึงเนื้อถึงตัวมากด้วยก็มีแต่กัมปนาทเท่านั้น


   แล้วไหนจะยังอังคารอีก...


   หล่อนนึกถึงเด็กหนุ่มเชื้อสายตะวันตก ผู้มีศักดิ์เป็นหลานของอาจารย์ประจำวิชาโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ


 



   ในเมื่อพันปิยะไม่ได้เป็น



   แล้วสิงหาล่ะ  ...จะัยังเป็นอยู่หรือเปล่า?






   ความสงสัยนั้นได้ดำเนินต่อไปอยู่ในใจของสาวน้อย.
 
 
 


 


 
 
 

+++++++++++++++++++++++++++  
 

 
สรุป

- ฟิคนี้คือฟิคโกหก ปลิ้นปล้อน กะล่อน ตอแหละ ขี้จุ๊ ขี้ฮก ขี้ตั๋ว //อะไรก็ว่าปาย

- แต่ทั้งหมดทั้งปวง ในวงรู้จักกันว่าฟิคตู่ฮร่ะ * 3 *

- กัสแกล้งตงเหมือนทุกวัน

- แต่ว่าเฟิร์นดันมาเห็นเข้าพอดี อึ้งไปหลายวิกันเลยทีเดียว

- อาตี๋เดือดร้อนใจมาก ตรงกันข้ามกับกัสศรี

- อาตี๋หาทางแก้ความเข้าใจผิดของเฟิร์น ด้วยอารมณ์ชั่ววูบก็เลยโกหกออกไป!

- “เรา..เราชอบโมราต่างหากล่ะ" <<< ตอแหลกันซึ่งหน้า

- จะหลอกเฟิร์นคนเดียวนะ แต่กัสศรีดันมาแอบฟังด้วยซะงั้น

- ศิริรวมตอนนี้มีผู้หลงเชื่อคำโกหกของอาตี๋ไปทั้งหมดสองราย

- ถึงทุกอย่างอยู่ในสายตาเอพริล แต่เอพริลไม่ได้ยินที่ตงพูดหรอกนะ ที่ได้ยินก็มีแต่ "ไม่รู้.. แล้วจะไม่มีทางรู้ด้วย!"

- สุดท้ายในใจของสาวเฟิร์นก็ยังเปี่ยมไปด้วยความสงสัยที่มีต่อพ่อกัสศรีต่อไป

- รับรองว่าเหตุการณ์นี้มันต้องมีเรื่องต่อ แต่ขอดองก่อนนะจุ๊ //โดนต่อย

- จุดประสงค์คือการสร้างปัญหา วะฮ่าฮ่าฮ่า~~

- ขอบคุณพี่พร (แม่เฟิร์น) ที่เป็นคนมอบชื่อเรื่องให้ และดูแลทั้งสาวเฟิร์นกับกัสศรีค่า~


Comment

Comment:

Tweet

มาช้ายังดีกว่าไม่มา
อยากบอกว่า ชอบฉากตอนกัสป่วนประสาทตง จนตงขู่ฟ่อมากเลยอ่ะ แบบว่ามันน่าร้ากกกกอ่า
รู้ตัวเลยว่าอ่านฉากนี้ไป ยิ้มแสยะประมาณเดียวกับเอพริลไปด้วยแน่ๆ

ส่วนตอนที่เฟิร์นถามตงว่า "แสงเหรอ" ....รู้สึกได้ว่า เหมือนในหัวเฟิร์นจะฟันธงอะไรบางอย่างไปแล้ว (ฮา)
ว่าแต่ที่บอกชื่อโมราเนี่ย แค่คำโกหกขัดตาทัพจริงๆเหรอตง หุๆcry

#4 By Asana Fay on 2011-12-09 23:49

นึกขึ้นมาได้ว่ายังไม่ได้คอมเม้นต์

ต๊ายยย พ่อหนุ่มตี๋ โผล่พรวดชื่อนั้นออกมาเป็นชื่อแรกเลยเหรอคะ ทำไมไม่บอกชื่อน้ำน่านล่ะ ทำไมไม่บอกปั้นทราย ทำไมไม่บอกพี่นิน ทำไมไม่บอกรักล่ะ หาาา

*โดนถีบให้กับชื่อสุดท้าย อ้าว...ไม่อยู่ร่วมฮาเร็มกัสเรอะ?*

โถ...อาตี๋เอ๊ย ทำไมไม่รู้จักแก้ตัวว่า เรากับกัสก็รักกันเหมือนกับเฟิร์นกับโมรารักกันนั่นแหละ ไรงี้เล่า วู้ววววววว~~ ไม่เป็นเลยไม่เป็นน

แต่ก็งี้แหละ เหยื่อที่ดีนะจ๊ะ ที่รัก *วิ่งหนีรังสีตี๋อำมหิต*

#3 By *Alyssa* on 2011-12-05 23:18

ขี้จุ๊ เบ่ เบ้วว+++

โกหกมันม่ายลีนะอาตง คนโกหกจะต้องโดนไม้แส้ฟาดนะเอ้อ /ไม่เกี่ยว

และแล้วด้วยเหตุนี้ เรื่องราวอันชุลมุน อีรุวตุวนังก็เริ่มขึ้น วรั๊ยย เราชอบ
จะรอดูต่อนะจ๊ะ

#2 By น้ำน่าน on 2011-12-05 11:25

ฟิคที่เจ๊รอคอยยยยยยยย

เจ๊ละรักตอนหนุ่มตี๋เวิ่น เวิ่นไม่พอ หาเหาใส่หัวได้อีก

ตงเอ้ย ลื่อรู้มั้ยว่า

"เป็นลูกผู้ชาย ต้องไม่คืนคำนะ"

รักเอพริลที่หล่อนสังเกตการณ์ได้ตลอดเวลา

รักอีกัสศรีทีหล่อนเรื้อนได้ตลอดเวลา

รักลูกสาวที่หล่อนเข้าใจผิดจนทำให้เกิดเรื่องราวใหญ่โต

เจ๊รอตอนต่อไปน้าาาาopen-mounthed smile

#1 By Fern-CS#4 on 2011-12-04 03:06