[CS] IS TYL : Valentine

posted on 11 Nov 2011 22:46 by 376sec in IMAGINATION-STORY

 
*เอนทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการโรงเรียนลูกบาศก์*
 
 
 
 

 

[CS] IS TYL : Valentine
[ตัวละคร - รุ่นสี่ : มณฑกาญจน์ (โมรา), พันปิยะ (ตง)]
[ระยะเวลา - เสาร์ 14 กุมภาพันธ์ 2569]
ต่อเนื่องจาก :
Before Valentine โดยแม่โมรา


376SEC :
ฟิคนี้มีต้นตอมาจากฟิคของเวฟวี่ (Vague) หม่ามี้ของโมรานะจ้ะ
พอดีอีพิมมีโอกาสได้อ่านแล้วถึงกับกรี๊ดมากเลยทีเดียว
เลยขออนุญาตหยิบมาเขียนเองบ้างโดยไม่ได้บอกได้กล่าว ; [ ] ;
คิดเสียว่าเป็นส่วน POV. ของตงนะคะ กรี๊ดมากจนถึงกับเขียนออกมาได้ยาวเหยียด แอร๊ย
ยังไงอาจจะมีบางจุดที่เปลี่ยนไปจากต้นฉบับซึ่งเป็นของเวฟ ก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยค่ะ [- /l\ - ]
//ไหว้งาม ๆ หนึ่งที

แต่ตอนนี้ได้รับคำอนุญาตให้นำมาลงได้เรียบร้อยแล้วล่ะ
ใครอยากได้ต้นฉบับที่แท้จริงก็ไปถามแม่โมราเอาเองจ้ะ~ >A<
 



 
 
 

 
   กลิ่นหวานเจือจางอย่างดอกไม้ลอยมาตั้งแต่ยืนอยู่หน้าประตู เขางับประตูปิดอย่างแผ่วเบา รองเท้าอีกคู่หนึ่งบอกให้รู้ว่าใครอีกคนกลับมาก่อนหน้าแล้ว จัดแจงก้มลงเก็บรองเท้าซึ่งอยู่บนพื้น เดินเข้าไปเงียบ ๆ


   ทิ้งกายลงบนโซฟา พันปิยะคลายเนคไทออก กระเป๋าเอกสารถูกวางไว้ข้าง ๆ กัน ไม่ใกล้ไม่ไกลนัก กระเป๋าถืออย่างผู้หญิงถูกวางทิ้งไว้บนโต๊ะโดยไร้ร่องรอยของเจ้าของ


   พอไม่เห็นร่างหล่อนก็ชวนให้รู้สึกว่าทั้งห้องพลันใหญ่โตขึ้นมาครามครัน โทรทัศน์สีดำส่องประกายสะท้อนแสงไฟ มันไม่ได้ถูกเปิดเอาไว้ บางทีหล่อนอาจจะกำลังอาบน้ำ หรือไม่ก็นั่งเล่นอยู่ในห้องก็ได้ เขาเปิดกระเป๋าเอกสารของตนเอง ดึงแฟ้มบรรจุข้อมูลของลูกค้าออกมา แล้วพลิกดูแต่ละหน้ากระดาษอย่างใจเย็น


   ตัวเลขละเอียดชวนให้วิงเวียนแก่คนทั่วไป แต่สำหรับเขาแล้วนับว่าเป็นเรื่องธรรมดา ชายหนุ่มหายใจเข้า กลิ่นที่รู้สึกมาตั้งแต่ต้นยังคงอบอวล เข็มนาทีขยับไปทีละน้อย ..ราวกับสมาธิเสียไป อ่านได้ไม่นานก็จำต้องปิดแฟ้มลง ไม่อาจทำความเข้าใจได้เลยสักนิด



   ..หล่อนได้น้ำหอมมาใหม่หรือเปล่าหนอ จึงได้เอาออกมาทดลองฉีดดูเช่นนี้



   พาดของในมือลงบนตัก ภายใต้สีหน้าราบเรียบมีความอึดอัดใจที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นอย่างเชื่องช้า นอกจากกระเป๋าถือแล้วยังมีปฏิทินชนิดตั้งโต๊ะอยู่ใกล้กัน ตัวเลขบนปฏิทินทำให้เอาเผลอผ่อนลมหายใจออกมาอย่างเผลอไผล อดนึกขึ้นมาไม่ได้ว่าใครสักคนอาจจะเอามาให้หล่อน ...ไม่สิ เขาสลัดความคิดนั้นออกจากหัวไป บางทีหล่อนอาจจะครึ้มใจซื้อมาเองก็เป็นได้


   หาเหตุผลปลอบใจตัวเองได้แล้วจึงหยัดกายขึ้น แว่วเสียงกุกกักดังมาจากส่วนห้องนอน จึงมุ่งหน้าไปทางนั้นโดยพยายามปรับอารมณ์ให้เป็นปกติ





   ร่างอ้อนแอ้นของหล่อนอยู่บนเตียง ปลายเท้าสองข้างแกว่งน้อย ๆ  หล่อนค่อย ๆ หมุนสิ่งที่อยู่ในมือเพ่งพิศ ไม่มีวี่แววว่าจะสนใจเขา ..ก้มหน้าก้มตาบรรจงปลิดกลีบออกทีละหนึ่ง แล้วปล่อยให้กลีบไม้แดงร่วงลงเบื้องล่าง


   “รัก... ไม่รัก...”


   เป็นกลีบกุหลาบดอกโต สมกับที่เป็นสัญลักษณ์ของวันนี้นั่นเอง ถึงคนเด็ดจะยอมปล่อยให้กลีบร่วงลง แต่ก็ใช่ว่าจะให้ลงบนพื้นแต่โดยดี มณฑกาญจน์ยังอุตส่าห์เอาตะกร้าเล็ก ๆ มารองไว้ คล้ายเกรงว่ามันจะกระจายไปไกล


   การละเล่นเสี่ยงทายหัวใจของหล่อนชวนให้เขาสงสัยใคร่รู้ คนในห้วงคำนึงหล่อน ณ ตอนนี้เป็นใครกันหรือ ดวงตาเรียวหลังเลนส์ใสคอยเฝ้ามองกลีบดอกไม้กับน้ำคำของหล่อนอยู่ชั่วครู่ ก่อนตัดสินใจเอ่ยถามออกไป


   “...ทำอะไรน่ะโมรา ปรกติไอ้แบบนี้เขาไม่ใช้ดอกกุหลาบไม่ใช่หรือไง?”


   ทั้งที่ตั้งใจอยากถามเรื่องอื่น แต่ปากกลับชิงเอ่ยออกไปก่อนเสียอย่างนั้น


   ฝ่ามือกดเอกสารลงบนโต๊ะ พยายามไม่ให้หล่อนรู้สึกถึงอาการผิดจากที่เป็นอยู่ ..แม้แต่บนโต๊ะทำงานก็ยังมีดอกกุหลาบถูกวางไว้ ไม่ว่าจะมองไปทางไหน ทั่วห้องก็เต็มไปด้วยดอกกุหลาบมากมายเลยทีเดียว ต้นตอของกลิ่นว่าก็คงมาจากดอกไม้พวกนี้นี่เอง …ใครเป็นคนให้หล่อนมา?



   วันนี้คือวันที่สิบสี่กุมภาพันธ์ เป็นวันแห่งความรัก หรือที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่าวันวาเลนไทน์



   “อ๊ะ... ก็พอดีได้กุหลาบมา เห็นกลีบมันเยอะดีเลยอยากลองเล่นดูน่ะ”


   มณฑกาญจน์เกลี่ยเส้นผมทัดหู หันมาตอบคำถามอย่างอารมณ์ดี ในขณะที่เขาเข้าไปหาหล่อน ผิวเตียงนุ่มยวบลงยามเขาคืบคลานไปเคียงข้าง


   พันปิยะมองกุหลาบแดง ยิ่งเห็นก็ยิ่งไม่ชอบใจ เมื่อคิดว่าชายคนอื่นคงมอบมันให้หล่อน อาจจะเป็นแพทย์หนุ่มผู้แสนเยือกเย็นกว่าเขา แต่ในขณะเดียวกันก็รู้จักวิธีการเอาอกเอาใจเพศตรงข้ามเป็นอย่างดี อาจจะเป็นเภสัชกรท่าทางขี้เล่นชวนคุยสนุกอย่างที่เขาเคยเห็นในวันนั้น หากอยู่ด้วยกันแล้วคงจะมีเรื่องให้หัวเราะทั้งวัน


   เขาเองก็ไม่รู้ ที่แน่ ๆ อาจจะเป็นใครก็ได้



   ใครคนนั้น คนที่มีอะไรอย่างที่เขาไม่มี..




   “...แล้วไปได้กุหลาบมาจากไหน?”


   “เอ... ก็ได้มาจาก... ใครนะดอกนี้?”


   ไม่เคยเห็นมณฑกาญจน์ให้ความสำคัญกับเทศกาลอย่างนี้มาก่อน เมื่อเช้าก่อนออกจากบ้านหล่อนก็ไม่มีท่าทีตื่นเต้นอะไร ทุกอย่างเป็นไปอย่างเคย อย่างดีก็มีคำพูดที่แสดงถึงความแปลกใจว่า ‘อ๊ะ.. วันนี้วันวาเลนไทน์นี่นา’ ให้ได้ยิน ก่อนจะหยิบกุญแจรถออกไป โดยไม่ลืมที่จะหันมาไล่เขาซึ่งกำลังนั่งดื่มกาแฟอยู่ว่าให้รีบไปทำงานได้ แล้วนะ เดี๋ยวสายไม่รู้ด้วย


   ไม่คิดว่าหล่อนจะกลับมาพร้อมกับกุหลาบจากคนอื่นอย่างนี้ ...ความจริงหล่อนเองก็ถือว่าเป็นคนสะสวย เรื่องนี้เขาเองก็รู้ดีมาตั้งแต่สมัยยังเป็นเพื่อนร่วมห้องกับหล่อนตอนช่วง มัธยมปลาย น่าจะมีผู้ชาย..คนอื่น.. นอกเหนือจากเขาที่ชอบพอหล่อนเช่นกัน






   ..พวกนั้นไม่รู้หรือไงว่ามณฑกาญจน์น่ะเป็นของเขา!?



   คนข้างกายเอียงศีรษะนิด ๆ  อมยิ้ม นึกขันที่ชายหนุ่มตั้งใจฟังด้วยสีหน้าเครียดขึงเสียขาดนั้น แม้จะดูน่ากลัวไปสักหน่อย แต่ก็ต้องยอมรับว่านั่นทำให้หัวใจพองโตขึ้นอย่างเป็นสุข


   “เอ... น่าจะเป็นร้านตรงหัวมุมถนนแถวๆโรงพยาบาลน่ะ” ริมฝีปากสีหวานขยับเฉลยความ


   “..คิดว่ามีคนให้โมเหรอ?”


   หล่อนย้อนถามกลับ ส่งผลให้พันปิยะผินหน้าหนี


   คำตอบของหล่อนเรียกให้ความอับอายแล่นริ้ว ...ที่แท้หล่อนก็เป็นคนซื้อมาเอง พันปิยะได้แต่พร่ำก่นด่าตัวเองในใจที่ฟุ้งซ่านคิดไปไกลแสนไกลเหลือเกิน ..ถึงจะรู้สึกเสียหน้า แต่ก็เพราะคำตอบของหล่อน ความอึดอัดและความหงุดหงิดใจที่มีมาตั้งแต่ต้นก็พลันสลายไป ดีใจที่ไม่มีใครคิดจะก้าวขึ้นมาเทียบชั้น สร้างโอกาส และหาแย่งหล่อนไปจากเขา


   คงจะทนไม่ได้หากต้องเสียหล่อนไปให้ใครคนอื่น


   ส่ายศีรษะราวกับอ่อนอกอ่อนใจ ขยับกายหมายจะลุกขึ้นกลับไปอ่านเอกสารที่วางทิ้งค้างไว้ให้จบ หากไม่ติดที่ว่าคนซุกซนจะหยิบยื่นอะไรมาให้เสียก่อน




   กุหลาบแรกแย้มอยู่ชัดใกล้จนสามารถเห็นได้ถึงความบอบบาง กลีบสีเข้มลึกต้องเต็มสองตาจนสามารถเห็นได้ถึงความบอบบางและรายละเอียดเล็ก ๆ บนผิวกลีบ มณฑกาญจน์ยื่นส่วนก้านถูกริดหนามออกจนเกลี้ยงเกลาให้ ขยับนิด ๆ เมื่อเห็นชายหนุ่มเพียงแต่หันกลับมา แล้วนั่งเฉยราวกับไม่เข้าใจความหมาย


   ดอกที่เคยถูกนำมาเล่นเสี่ยงทายถูกวางลง โดดเด่นแจ่มชัดตัดกับผืนผ้าสีอ่อน มือเล็กหันไปโอบเหล่าดอกไม้น้อยใหญ่มาไว้ในอ้อมแขน มองปราดเดียวก็รู้ว่าทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นกุหลาบทั้งสิ้น มีทั้งสีแดงเข้มลึกดุจเลือดนกเหมือนดอกที่หล่อนส่งให้ หรือจะเป็นสีแดงเพลิงที่ชวนให้นึกถึงอาทิตย์ยามบ่าย สีขาวบริสุทธิ์ราวกับน้ำค้าง สีเหลืองสดใสเหมือนลูกเจี๊ยบตัวจ้อย จนแม้แต่สีชมพูอ่อนหวานอย่างเจ้าตัวก็มี


   หนแรกเขานึกว่าพวกมันถูกจัดรวมไว้เป็นช่อ แต่พอลองพิจารณาดูอีกทีก็พบว่าไม่ใช่ ในเมื่อบางดอกก็เปลือยเปล่า มีเพียงสีสันของตัวทีช่วยขับเน้นให้สะดุดตา  แต่บางดอกก็ถูกผูกด้วยโบและริบบิ้น บ้างก็ถูกห่อไว้ด้วยพลาสติกใส ๆ โอบล้อมส่วนที่เป็นตัวดอกคล้ายกับจะปกป้อง


   มณฑกาญจน์ประคองดอกไม้ทั้งหมดอย่างทะนุถนอม ยังไม่ยอมลดมือข้างที่ส่งกุหลาบให้เขาเลยแม้แต่น้อย นัยน์ตาบนใบหน้าหวานซึ้งสบมากับจะบอกให้เขารีบรับไปเสียที พันปิยะจึงจำยอมเอื้อมไปรับมาทั้งที่ความสงสัยยังไม่คลายไปจากใจ


   “...รัก”


   หญิงสาวกระซิบแผ่ว รอยยิ้มปรากฏในดวงตา ก้มลงหยิบดอกไม้อีกดอกซึ่งถูกห่อด้วยพลาสติก Happy Valentine Day ตัวใหญ่เตะตาออกมาจากกอง แล้วยื่นส่งให้อีกครั้ง ไม่มีทีท่าว่าจะลดมือลงเหมือนอย่างเคย ตราบใดที่เขายังไม่ยอมรับมันไปจากหล่อน


   “รัก”


   คราวนี้ริมฝีปากบางหยักขึ้นเป็นรอยยิ้มเปิดเผย มณฑกาญจน์กุลีกุจอดึงดอกกุหลาบต่อ พันปิยะกำดอกกุหลาบทั้งสองดอกก่อนหน้าไว้แน่น ราวกลัวว่ามันจะหลุดลอย อีกมือก็รับดอกไม้ดอกที่สามมา


   เหมือนจะเข้าใจสิ่งที่หล่อนต้องการจะสื่อ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังไม่มั่นใจในความคิดตัวเองเอาเสียเลย เพราะฉะนั้นจึงเอ่ยออกไป


   “ตั้งใจจะทำอะไรหรือ?”


   คำถามสั้น ๆ ถูกส่งไป ทว่าหล่อนไม่ตอบ ยังคงส่งดอกกุหลาบให้เขา เป็นกุหลาบตูมที่ถูกพันก้านไว้ด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ พันปิยะรับดอกกุหลาบมาไว้กับตัวเป็นดอกที่สี่ ใจนึกฉงนมากขึ้นเรื่อย ๆ เทียบเท่ากับจำนวนดอกไม้ในมือ


   “รักนะ” คนให้ยิ้มหวาน


   ปอยผมร่วงลงมาปิดบังดวงหน้าของคนที่ครองใจเขาไว้จนไม่อาจหาใครมาแทนที่ได้ พันปิยะจับมันขึ้น เกลี่ยออกให้อีกฝ่ายอย่างแผ่วเบา


   “...รู้แล้ว”


   “รู้มั้ยว่าวันนี้มีคนมาขายดอกกุหลาบเยอะเลยนะ...” หล่อนเปรยขึ้นมาอย่างไม่จริงจังอะไรนัก ยังคงส่งยิ้มให้ ไม่ได้คิดบังคับให้เขาฟังหรืออะไร


   “...กุหลาบแบบที่ขายทีละดอกน่ะ” เว้นจังหวะไปราวกับลังเลที่จะเอ่ย “..ให้คนสำคัญอะไรแบบนั้น”


   มณฑกาญจน์หลุดหัวเราะกิ๊ก เลื่อนกุหลาบดอกที่ห้าให้คนตรงข้าม หนนี้พันปิยะรู้หน้าที่ รับมาแต่โดยดี


   “แล้ว..?”


   จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่อาจเข้าใจวัตถุประสงค์ของหล่อนได้เต็มร้อย ที่แน่ ๆ คือคำว่ารักที่หล่อนตั้งใจพร่ำบอกทีละคำ คือสิ่งเดียวที่เขาสามารถเข้าใจได้โดยไม่ต้องแปลความหมายใด ๆ  นัยน์ตาที่ถูกบดบังด้วยกรอบกระจกเป็นประกายวาววาม ..ชื่นใจยิ่งกว่าอะไรทั้งปวง


   “คิดถึง...” คนที่บอกว่ารักเขาเอ่ยตะกุกตะกัก ฟังขาดห้วง “...ทุกครั้ง... ที่เห็นคนขาย ก็เลย... ”


   ว่าแล้วก็เงียบไป ก้มหน้าลงนิด ๆ ราวกับต้องการจะซ่อนใบหน้าที่กำลังขึ้นสีของตนเอง หัวใจในอกก็ช่างไม่เป็นใจเสียเลย คอยแต่จะเต้นตึกตักสูบฉีดเลือดให้รู้สึกร้อนผ่าว ๆ อยู่นั่น เปะปะป่ายมือลงบนกองกุหลาบในอ้อมแขนของตัวเอง ได้กุหลาบดอกไหนติดมือมาก็รีบส่งให้อีกคนโดยไว ไม่รู้ว่าหูฝาดไปหรือเปล่าจึงได้ยินเหมือนเขากำลังหัวเราะน้อย ๆ อย่างเอ็นดู


   หายใจเข้า..หายใจออก.. ควบคุมหัวใจให้เป็นปกติ พร้อมกับให้กำลังใจตัวเองอย่างเต็มที่ ในเมื่อพูดออกไปแล้ว หน้าที่ที่เหลือก็คือต้องพูดให้จบ


   “เพราะคิดถึง... เลยซื้อทุกครั้งที่เห็น”


   “อื้ม..”


   “...รู้ตัวอีกที...ก็เยอะขนาดนี้แล้ว”



   ..ทำไมหล่อนถึงได้น่ารักนัก?



   เขาตั้งคำถามกับตัวเอง ถ้อยคำอย่างจริงใจไม่มีเสแสร้งของหล่อนเรียกให้รู้สึกอิ่มเอิบ ฟังแล้วต้องคอยสั่งตัวเองให้หักห้ามใจไม่คว้าหล่อนเข้ามาจูบ จนถึงตอนนี้ก็สามารถเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างที่หล่อนต้องการจะบอกได้จนหมดแล้ว


   พันปิยะขยับเข้าไปใกล้ร่างบอบบางของคนรักจนระยะห่างที่เคยมีในคราวแรกลดถอย ขยับเข้าไปใกล้จนร่างทั้งสองแนบชิด


   ...ขยับเข้าไปใกล้จนมือเล็กถูกเกาะกุมไว้ด้วยฝ่ามือกว้าง


   “แล้วทำไมไม่ให้ทีเดียวเลยล่ะ?”


   หล่อนยังคงก้มหน้า อ้อมแอ้มตอบ


   “ก็... อยากให้ทีละดอกนี่นา”


   “ให้มาทีเดียวเราก็เข้าใจว่าโมคิดถึง”


   ชายหนุ่มแย้มยิ้มจาง แต่ไม่ทันไรหล่อนก็พลันเงยหน้าขึ้น ดวงหน้าใสยังคงระเรื่อไม่จางหาย มณฑกาญจน์แย้งเสียงค่อย เอ่ยแก้ความเข้าใจผิดของเขา


   “...รักต่างหาก”


   ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเพียงนิดเดียว แต่นั้นเป็นสัญญาณอันดีว่าถ้อยคำซึ่งเปี่ยมด้วยความรู้สึกของหล่อนกำลังซึม ซับลงไปในใจ พันปิยะบีบมืออีกฝ่ายเบา ๆ


   “เรารู้”




   สองมือช้อนกลุ่มกุหลาบออกจากอ้อมแขนของหญิงสาว เปลี่ยนมาไว้ในอ้อมแขนข้างหนึ่งของตน แทรกร่างกายเข้าแทนที่หมู่มวลดอกไม้ ปลายนิ้วขวาแตะพวงแก้มใสอย่างนิ่มนวล แล้วลากแผ่วจนมาจรดที่ริมฝีปาก


   คำของหล่อนพาให้ใจอบอุ่น ปัดเป่าความรู้สึกคลางแคลงใจที่มีมาก่อนหน้าให้หายไปหมดสิ้น


   ฝังจมูกลงเคียงข้างดวงหน้านั้น ..กรุ่นกลิ่นไอหอมของกุหลาบเหลือเกิน


   “..รัก”


   กระซิบเนิบช้าข้างใบหู ปล่อยให้ช่อดอกไม้ในอ้อมแขนร่วงหล่นลง ประคองดวงหน้าหล่อนด้วยฝ่ามือทั้งคู่ ก่อนขยับขึ้น ประทับรอยจูบลงบนเปลือกตาพริ้ม ไล่ไปถึงหน้าผากมน ริมฝีปากพร่ำย้ำคำรักซ้ำแล้วซ้ำเล่า



   อยากให้มณฑกาญจน์รู้ว่าความรู้สึกของเขาเองก็ไม่มากไม่น้อยไปกว่าที่หล่อนมีให้



   “...รัก...”


   .


   .


   .


   กดจูบลงบนริมปากบางนั้นเป็นตำแหน่งสุดท้าย ..เป็นเพียงรอยจูบเบาบางดุจสายลมพัดผ่าน


   อ้อยอิ่งอยู่นานก่อนจะค่อย ๆ ถอยห่าง สบเข้ากับดวงตาไหวหวาน


   .


   .


   .


   “...ทีนี้ก็รู้แล้วใช่ไหม?”

 
 
 


 


 
 
 

+++++++++++++++++++++++++++  
 

 
สรุป

-ไม่มีสรุป //โดนตรบ

- ถึงจะเป็นวันเสาร์ แต่ก็คิดว่าคงมีเหตุบางอย่างที่ทำให้ต้องไปทำงาน

- ไอเอสธรรมด๊า~ธรรมดา~~ อ่านก็ดีไม่อ่านก็ดีจ้ะ * 3 *





Comment

Comment:

Tweet

หะ หะ หวานนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนน เกิ๊นนนนนนนนนนนนนนนนนนนนน
น้ำตาลพุ่งออกตามรูขุมขน(?) นอนตายยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย

#5 By น้ำน่าน on 2011-12-05 11:42

>> ..พวกนั้นไม่รู้หรือไงว่ามณฑกาญจน์น่ะเป็นของเขา!?

>>คงจะทนไม่ได้หากต้องเสียหล่อนไปให้ใครคนอื่น

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด นอนตายกับประโยคนี้!!!! อาตี๋ขี้เหวี่ยงของป้าโตเป็นหนุ่มแ้ล้ววว หนุ่มขี้หวงด้วยยย

พี่ละคิดถึงสำนวนก๊าวๆ ของพิมมี่ ตั้งแต่สโตรกอ่านกี้คลื่นก่อนเข้าคิวบิก โอ้ยตาย น้ำตาลพุ่งเข้าตา

อย่าให้มันเป็น is เลย พัฒนาเต๊อะ พัฒนา โบกธงแม่ยกขาดใจดิ้นนนนน

#4 By Fern-CS#4 on 2011-11-13 02:44

หวานนนนนนนนนนนนนนนนน

คนเป็นเบาหวานจะสลบ น้ำตาลเยอะเกิน ร่างกายนำไปใช้ม่ายด้าย กรี๊ดดด

รักภาษาพิมเหมือนเคย เขียนจี้ก็ได้ หวานก็หยาดเยิ้มแต่ไม่บาดลิ้น แอร๊ยยยย เก่งมากนะตัวเธอว์ แล้วเขียนมาให้อ่านอีกนะจ๊ะ cry

#3 By *Alyssa* on 2011-11-13 01:52

แอร๊ หมอทางนี้ก็อยากมีช่วงเวลาแบบหมอโมบ้างจังค่ะcry
น่ารักเกินไปแล้ว เอื้อ!! ระดับน้ำตาลพุ่งสูงเกิน

#2 By Everine on 2011-11-12 21:22

โอย หวาน โอย //บิดตัวไปมา

น่ารักกันเกินไปแล้วววว สองคนนี้cry