[CS] MS : พบ/พาล (1)

posted on 18 Oct 2011 23:52 by 376sec in MAIN-STORY

 
*เอนทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการโรงเรียนลูกบาศก์*
 
 
 
 

 

[CS] MS : พบ/พาล (1)
[ตัวละคร - รุ่นพี่สาว ,พันปิยะ (ตง)]
[ระยะเวลา - พุธ 29 มิถุนายน 2554]
 
 
 
 
 
 
 
“บางวัน..ผมก็เคยลองนึกดูเล่น ๆ ว่าวันนี้จะเป็นยังไงบ้างนะ”



“จะได้นั่งนิ่ง ๆ โดยไม่ต้องเดือดร้อนใจบ้างมั้ยนะ”



“จะมีวันไหนที่ผมอารมณ์ดีได้ตลอดทั้งวันบ้าง”



...



..



“แต่ก็นะ..”



“ผมก็พอเข้าใจว่าดวงผมมันซวยมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว”







    สิ้นเดือนมิถุนายนและย่างเข้าสู่ต้นเดือนกรกฎา หนึ่งเดือนผ่านไป เขาก็เริ่มชินกับโรงเรียนใหม่ สภาพความเป็นอยู่ แล้วก็เหล่าผองเพื่อนร่วมห้องของเขา ว่าแต่ละคนเป็นอย่างไรบ้าง มีท่าทางแบบไหน ควรจะพูดอย่างไร เล่นได้ถึงระดับไหน แน่นอนว่ารวมถึงจะหลีกเลี่ยงอย่างไรด้วย


    หมดคาบเรียนสุดท้ายของวัน หนุ่มน้อยก้าวออกมาจากห้องเรียน การบ้านวิชาภาษาอังกฤษนอนระอุอุ่นอยู่ในกระเป๋าที่ใช้เป็นกระเป๋านักเรียน รู้สึกเหนื่อยอกเหนื่อยใจอย่างน่าประหลาดพอคิดถึงเรื่องราวที่ผ่านมาในแต่ละวัน และพอนึกถึงคำเรียกขานยกระดับฐานะที่เพิ่งได้มาจากสมาชิกในห้องเมื่อสองอาทิตย์ที่แล้วก็รู้สึกไม่สบอารมณ์ขึ้นมา



    ศรีภรรยา.. อาซ้อ.. อั้วล่ะอยากจะบ้าตาย!



    ถึงปากจะบอกว่าอยากจะบ้าตายมาไม่รู้กี่รอบ แต่ที่สุดแล้วก็ยังไม่เป็นอย่างนั้นจริง ๆ สักที




    พันปิยะ สุวรรณวารุณ นักเรียนชายชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ห้อง 1 ประจำอยู่แผนการเรียนศิลปศาสตร์-คณิตศาสตร์ โรงเรียนลูกบาศก์ สาวเท้าไปตามอาคารเรียนอันแสนจะกว้างใหญ่อย่างคร่ำเครียด หมายใจว่าหลังจากเลิกเรียนเสร็จก็จะตรงกลับร้าน หรืออีกนัยหนึ่งคือบ้านโดยไม่แวะไปที่ไหนหรือไปคุยกับใครให้เสียเวล่ำเวลา เนื่องจากวันนี้เขาโดนพี่สาวจองตัวเอาไว้แล้วโดยอ้อม


    เดินลงมาจนมองเห็นสนามฟุตบอล ที่บัดนี้ปรากฏร่างของเหล่านักเรียนชายในเสื้อสีเขียวเข้มกับเสื้อนักเรียนกำลังโรมรันพันตูกลางสนาม แว่วเสียงตะโกนอย่างเฮฮาผสมกับเสียงฟาดแข้งใส่ลูกหนังอย่างดุเดือด ลูกหนังสีขาวสลับดำทะยานตัวตามแรงอัดของเหล่าเด็กหนุ่มวัยเลือดลมฉีดพล่าน



    ...พูดถึงโจโฉ โจโฉก็มา



    โทรศัพท์มือถือสั่นจนสะเทือนไปทั้งช่องกระเป๋ากางเกง พอหยิบขึ้นมาดูก็แทบอยากจะยัดกลับลงไปตามเดิม ก็ต้องแข็งใจเอาไว้ ...ขืดยัดกลับมีหวังอั้วจะได้หูแฉะปะไรเล่า!


    แม้ใจจะอยากกดตัดสายทิ้ง แต่ด้วยสามัญสำนึกที่ดีจึงจำต้องเลื่อนปลายนิ้วไปกดรับอย่างเสียมิได้ ทันทีที่ได้รับอนุญาตเช่นนั้น เสียงหวานกระเง้ากระงอดอย่างสาวน้อยแรกรุ่นก็ตรงเข้าทิ่มแทงโสตประสาททันทีที่ยกโทรศัพท์ขึ้นแนบข้างหู เด็กหนุ่มหรี่ตาลง



    ‘ตี่ตี๋จ๋า...’


    สรรพนามที่ใช้เรียกขานแทรกผ่านมาตามสาย เป็นสรรพนามที่คุ้นเคยเป็นอย่างดี


    “ฮัลโหลครับ ซาเจ้”


    ใครจะว่าเสียงปลายสายจะน่ารักน่าชังอย่างไรก็ช่าง แต่ในความเห็นของพันปิยะคนนี้แล้ว เสียงนี้มันก็งั้น ๆ แหละ พอตอบกลับไปแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจพร้อมกับยืนสูดกลิ่นไอดินจากสนามหญ้าอยู่นอกสนามเพียงคนเดียว ซึ่งนั่นก็ดีแล้ว เขาไม่ได้คิดจะลงไปร่วมแจมด้วยหรอก น่ากลัวว่าขืนลงไปเขาอาจจะบี้แบนอยู่กลางสนาม


    ‘เจ่เจ้คิดถึงตี่ตี๋จัง ..เมื่อไหร่ลื่อจะถึงบ้านล่ะตี่ตี๋’


    “อั้วเพิ่งเลิกเรียนเองอะเจ้อิง ..เนี่ยเพิ่งเดินลงมาจากห้องเอง”


    ราวกับเห็นพี่สาวคนที่สามทำหน้าหงิกงอพร้อมกับทำปากมุบมิบใส่โทรศัพท์ คนปลายสายเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนสรรพนามที่เจ้าตัวคิดว่าน่าเอ็นดูจะแปรเปลี่ยนเป็นสรรพนามที่ใช้ตามปกติ ท่าทางคงหงุดหงิดที่ถูกขัดใจ


    ‘โฮ..อาตี๋’ ซาเจ้ของเขาคร่ำครวญคำพูด ขณะที่เด็กหนุ่มพยายามเพ่งสมาธิกับสนามดวลฝีเท้าเบื้องหน้า ใช่ว่าจะดูรู้เรื่องว่าลูกไหนยิงสวยไม่สวย สำหรับเขาแล้วก็ขอให้มันเข้าประตูเป็นพอนั่นล่ะ แต่ที่ทำก็เพื่อเบี่ยงเบนสมาธิออกจากคู่สนทนา รู้มาตั้งแต่ก่อนออกจากบ้านแล้วเนื่องจากหล่อนเปรย ๆ ไว้ว่าวันนี้จะลงมือทำงานฝีมืออะไรสักอย่าง ถึงจะเงียบไปทั้งวัน ทว่าก็ตรงตามที่คาดไว้ว่า ไม่ว่าอย่างไรหล่อนก็ต้องหาทางติดต่อเขาอยู่ดี


    ‘ลื่อรีบกลับมาช่วยอั้วหน่อยซี่..’ ฟังไม่ค่อยชัดนัก ท่าทางซาเจ้จะหนีบโทรศัพท์ไว้ระหว่างง่วนกับของในมือไปเรื่อย ‘..ทำไมงานอั้วมันออกมาทุเรศอย่างนี้ ฮือ..อั้วทำผิดตรงไหนอะอาตี๋’


    เสียงหัวเราะคิกคักลอยมา พันปิยะเหลียวมองขณะที่พยายามหาวิธีแก้ผ่านหนทางไกลให้พี่สาว


    ‘อั้วเผลอควักผิดหรือว่าเผลออ่านแพทเทิร์นผิดกันแน่ โฮ...’


    “อยู่อย่างนี้อั้วจะไปเห็นงานซาเจ้ได้ไง ทำไมซาเจ้ไม่ลองไปถามตั่วเจ้ดูล่ะ ..ตั่วเจ้เองก็ทำเป็นนี่”


    ‘..พูดเป็นเล่นไป! ตั่วเจ้น่ากลัวจะตาย น่ากลัวกว่าหม่าม้าอีก ถ้าไปอั้วก็โดนจิกตายสิอาตง มาถามลื่อเอาง่ายกว่าตั้งเยอะ’


    “ถามทางโทรศัพท์มันง่ายกว่าตรงไหนรึครับ?”




    หลังจากเหน็บคนปลายสายไปสักดอกสองดอกให้พออารมณ์ดีขึ้น พันปิยะจึงหันมาพยายามแก้ปัญหาให้พี่สาว ทั้งที่ในใจก็ไม่มั่นใจว่ามันจะช่วยได้มากสักเท่าไรนัก สภาพของไหมพรมเกี่ยวกันยุ่งหลายตลบปรากฏขึ้นในศีรษะโดยอัตโนมัติ อดคิดไม่ได้ว่าหากเลือกเดินไปถามพี่สาวคนโตซึ่งอยู่ใกล้เคียงกันแล้ว งานของหล่อนอาจจะออกมาดูดีกว่านี้ก็เป็นได้


    ไม่ห่างจากตำแหน่งที่เขาอยู่มากนัก พร้อม ๆ กับเสียงบ่นกระปอดกระแปดของคนโทรเข้า นักเรียนหญิงคนหนึ่งกำลังใจจดใจจ่อกับการดูศึกดวลในสนามเป็นอย่างยิ่ง ถึงแม้จะไม่ได้ยืนอยู่ในระยะประชิดกันก็ตามที แต่ก็ยังสามารถเห็นได้ว่าดวงตาทั้งคู่ของหล่อนเปล่งประกายระยิบระยับ ..คงจะถูกใจมากทีเดียว


    หล่อนหัวเราะอีกครั้ง ..ทีแรกเขานึกว่าเป็นนันทนัท แม่สาวจอมแสบร่วมห้องซึ่งเป็นหนึ่งในผู้โปรดปรานกับการกลั่นแกล้งคนอื่น แน่ล่ะว่าหนึ่งในผู้ถูกแกล้งนั้นรวมถึงเขาด้วย จึงเผลอถอยห่างออกมาอย่างช่วยไม่ได้ ทว่าเมื่อลองมองดูดี ๆ กลับพบว่าหล่อนไม่ใช่คนที่เขาคิดสักหน่อย


    คงเป็นเพราะหล่อนคนนี้สูงกว่านันทนัทหลายเซ็นฯ ทรงผมถึงจะดูคล้ายไม่ค่อยได้สัมผัสหวีเหมือนกัน แต่ก็มีความแตกต่างกันอยู่เล็ก ๆ  เท่าที่สังเกตได้ เขาพบว่าเส้นผมของเจ้าหล่อนคนนี้กลับคล้ายขนแมวฟู ๆ มากกว่าจะตรงลงมาเหมือนเพื่อนสาวร่วมห้อง


    อีกประการหนึ่งคือวันนี้ห้องของเขา หรือกล่าวง่าย ๆ คือชั้นมัธยมสี่ไม่มีเรียนพละศึกษา และไม่มีใครริใส่เสื้อพละมาให้เด่นตา แต่หล่อนคนนี้กลับสวมชุดพละสีเขียวเข้มอันเป็นสีประจำโรงเรียนเสียเต็มยศ จึงทำให้ได้ข้อสรุปอย่างเดียวว่าแม่สาวคนนี้ต้องรุ่นพี่ในโรงเรียนของเขาแน่นอน แต่จะอยู่ชั้นปีไหนก็สุดจะแล้วแต่



    “เบนจามินนี่น่าสงสารจังเลยน้า..”



    เอ่ยขึ้นมาลอย ๆ ราวขอความเห็นจากผู้ชมอีกคน พันปิยะลดโทรศัพท์ในมือลง พี่สาวแท้ ๆ ตัดสายน้องชายทิ้งไปเพราะเกิดอาการงอนเข้าเสียแล้ว นี่เขาจะกลับไปง้อหล่อนอย่างไรดี คิดวางแผนได้เท่านั้นก็ต้องล้มเลิก เปลี่ยนเป็นเลิกคิ้วเล็ก ๆ แล้วหันมาสนใจกับต้นเสียงแทน เหลียวซ้ายแลขวา ด้วยไม่ใคร่จะแน่ใจว่าอีกฝ่ายพูดกับตัวเองหรือไม่


    สุดท้ายไม่พบใครสักคนนอกจากตัวเขาเอง


     “ครับ?”


    ..ไหนเบนจามินวะ? ในกลุ่มนั่นอั้วไม่เห็นมีใครหัวทองสักคน


    “โดนเตะป๊าป ๆ อย่างนั้น ถ้าเป็นคนนี่ไม่ตายก็เลี้ยงไม่โตแหง ๆ เลย”


    พูดประโยคกำกวมจบแล้วก็หันมายิ้มน่ารักให้ “..เนอะ เห็นด้วยม้า~?”


    พันปิยะมองไป ไม่มีใครโดนเตะหรือทำร้ายร่างกายเลยสักคน ไอ้ที่โดนเตะก็เห็นมีแต่ลูกฟุตบอลหนังลูกเดิมเท่านั้น


   


   
คงไม่มีคนบ้าที่ไหนตั้งชื่อให้ลูกฟุตบอลหรอกมั้ง?



    เพราะไม่รู้ว่าหล่อนพูดถึงอะไรหรือใครจึงทำเอาไปต่อไม่เป็น สัญลักษณ์ของการผูกมิตรอันดับแรกก็คือรอยยิ้มนี่ล่ะนะ เด็กหนุ่มรุ่นน้องส่งยิ้มไปพร้อมกับคำถามง่าย ๆ


    “เบนจามินคือใครอะพี่”


    “เพื่อนสนิทเพื่อนพี่เองล่ะ”


    “ชื่อเหมือนฝรั่งจัง”


    “จะว่าอย่างนั้นก็ได้นะ~”


    “แต่ผมไม่เห็นมีฝรั่ง หรือคนที่มีเค้าเหมือนฝรั่งเลยสักคน”


    “ทำไมจะไม่มีล่ะ” หล่อนหัวเราะกิ๊กเป็นรอบที่สาม


    “หน้าตาเบนจามินออกจะเป็นเอกลักษณ์ ..จริงมั้ย เจ้าก่า?


    ท้ายคำก้มลงไปซุบซิบกับอะไรบางอย่างบริเวณกระเป๋าเสื้อ เขาเองก็ฟังไม่ถนัด แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไร จ้องก็แล้ว เพ่งก็แล้ว ไม่เห็นมีใครที่ดูสมชื่อที่ได้กล่าวไว้เลยสักคนเดียว พันปิยะถอนใจเฮือก แม้ใจจะสงสัย แต่เนื่องจากไม่อยากเล่นเกมยี่สิบคำถามต่อจึงตัดสินใจยุติคำถามลงแต่เพียงเท่านี้


    อดคิดไม่ได้ว่าหล่อนก็เป็นอีกคนหนึ่งที่นิยมชมชอบกับการแกล้งชาวบ้านหรือเปล่า เพราะท่าทางก็ดูไม่ต่างจากพวกที่มีลักษณะคล้ายกันเท่าไร โรงเรียนนี้จะมีคนประเภทนี้เยอะเกินไปแล้ว!




    “ผมจะกลับบ้านแล้วพี่ สวัสดีครับ”


    ไม่พูดเปล่า เด็กหนุ่มยกมือไหว้พรวด หันห่างออกไปหลังสรุปได้เองว่าบุคคลตรงหน้าคงเป็นหนึ่งในบุคคลประเภทกระตุกต่อมอารมณ์เขาได้ง่าย คนถูกไหว้มองตาม สีหน้าเจือด้วยรอยยิ้มน่ารักอย่างที่เป็นมาเสมอ หล่อนเอียงคอเล็ก ๆ คล้ายสงสัย แล้วจู่ ๆ บรรยากาศรอบกายก็ทวีความหวานขึ้นอย่างหนักหน่วงจนแทบกระอัก พันปิยะกลืนน้ำลาย ลูบต้นแขนตนเอง ถึงไม่เห็นหน้าก็ยังรู้สึกได้


    ทั้งที่บรรยากาศดูน่าคบหาถึงขนาดนั้น แต่สัญชาตญาณกลับบอกว่ารุ่นพี่สาวคนนี้อันตราย ๆ สุด


    “อย่าเพิ่งรีบกลับเลยน้า อยู่เล่นเป็นเพื่อนพี่ก่อนดีกว่า~”


    หล่อนส่งเสียงไล่หลังมา พันปิยะเร่งฝีเท่าเร็วขึ้น


   ยามรุ่นน้องก้าวห่างออกไป หล่อนก็คอยก้าวตามราวลูกเจี๊ยบตามแม่ไก่ออกหาอาหาร


    “เอ้อ.. ผมต้องรีบกลับจริง ๆ พี่สาวผมรออยู่”


    ถึงจะพูดอย่างนั้น แต่ปฏิกิริยาที่ได้รับกลับมาคือการทำหน้าซื่อตาใสใส่ ราวกับจะบอกว่า ไม่เข้าใจ หรือความจริงคือ ไม่สนใจ ต่างหาก ..เพียงเศษเสี้ยวก็ไม่เลยสักนิด


 
    “บ้านไม่หนีไปไหนหรอก ..เชื่อพี่สิ”


     หนุ่มตี๋หยุดกึก ดูท่าคำพูดคงจะกระแทกถูกต่อมอะไรสักอย่าง เขาคำรามลอดไรฟัน


    “แต่ผมกำลังหนีพี่นี่แหละ!”
 


    ฝ่ายตรงข้ามไม่สะท้านสะเทือนกับวาจา เพียงแต่มือเล็กทั้งคู่โถมกอดกระเป๋าหนุ่มรุ่นน้องโดยปราศจากคำพูด ยึดไว้เยี่ยงนั้น
 
 
    ออกแรงเพียงเล็กก็ส่งผลให้คนโวยวายถึงกับผงะ ปากซึ่งเคยค่อนแขวะหุบฉับ เพียงวูบเดียวร่างกายของก็เขาหยุดเคลื่อนไหว แรงมหาศาลผิดกับรูปร่างยึดร่างเขาไว้ราวกับแม่เหล็กต่างขั้ว เด็กหนุ่มมองเห็นปลายเท้าตนนิ่งค้าง แล้ววัตถุบนโลกที่เคยอยู่ในสายตาก็แทบจะเปลี่ยนตำแหน่งทันใด!
 

    ดวงตาหลังเลนส์ใสเบิกกว้าง กระพริบตาถี่ ๆ รู้สึกแสบตาด้วยแสงอาทิตย์จ้า เห็นเมฆขาวกระ้จายเกลี่ยเป็นปุยสวย เขาเกือบหงายหลังด้วยฝีมือหล่อน!  ดีเสียว่าก่อนจะได้โหม่งพื้นไปจริง ๆ รุ่นพี่สาวกลับสลับเปลี่ยนใช้มืออีกข้างหนึ่งดันค้ำแผ่นหลังเขาไว้ก่อนจึงไม่ทันได้ร่วงลงไปให้ขายหน้า
 
 
 
     ..เจ้ไปฝึกกำลังภายในมาหรือไงครับ!



    คนข้างหลังในชุดพละโปรยยิ้มเจิดจรัสให้ ว่าเสียงใส




    “แหม เป็นน้องเป็นนุ่งก็ทำตัวให้มันน่ารัก ๆ หน่อยซี่.. เดี๋ยวพี่พลั้งมือไปไม่รู้ด้วยนะ~~" 






...



..



“นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมได้พบกับพี่เขาครับ!” 

 
 
 


 


 
 
 

+++++++++++++++++++++++++++
 
 
 
สรุป

- ตงเพิ่งเลิกเรียน
 
- ตั้งใจจะรีบกลับบ้าน เพราะโดนซาเจ้จองตัวไว้
 
- ถึงสนาม เห็นคนเตะบอล

- ไม่ทันขาดคำซาเจ้ก็โทรมาบ่นเรื่องงานฝีมือของคุณเธอเอง
 
- ได้ยินเสียงหัวเราะ หันไปเจอสาวที่น่าจะเป็นรุ่นพี่
 
- เอาเป็นว่าตงไปทำตัวไม่น่ารักถูกใจเจ้าหล่อน เลยถูดเจ้าหล่อนแสดงวิชาให้ดูซะเลย!
 
- เอามาลงก่อนเพราะวันนี้ (18 ตุลาฯ) เป็นวันเกิดอาตี๋
 
- ก็ยังไม่เสร็จดีนัก ยังไงก็เจอกันต่อพาร์ทหน้าค้าา~~ >3<

 


 

Comment

Comment:

Tweet


อุยโหยย...แจ๊คพอตเลย อาตง ก๊ากกก

อยากเห็นหน้าตอนเห็นเบนจามินกับก่าจริงๆเลย

จะรอนะคะ ฮะๆๆ

#5 By ~Kurara~ on 2011-10-20 21:49

>>คงไม่มีคนบ้าที่ไหนตั้งชื่อให้ลูกฟุตบอลหรอกมั้ง?

ถามพ่อเด็กโข่งสิจ๊ะที่รัก 5555555555555555555555

>>อดคิดไม่ได้ว่าหล่อนก็เป็นอีกคนหนึ่ง ที่นิยมชมชอบกับการแกล้งชาวบ้านหรือเปล่า เพราะท่าทางก็ดูไม่ต่างจากพวกที่มีลักษณะคล้ายกันเท่าไร โรงเรียนนี้จะมีคนประเภทนี้เยอะเกินไปแล้ว!

จริงๆคือ ตงเอ้ย ลื่ออ่ะ "ดึงดูด" คนประเภทนี้มากกว่าสินะ

>>“แต่ผมกำลังหนีพี่นี่แหละ!”

ขำตาย ตาย ตายไปเลยกับประโยคนี้ อาตี๋หนุ่มหมดความเกรงใจในตัวรุ่นพี่คนนี้ทีเีดียว 555

>>“นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมได้พบกับพี่เขาครับ!”

และมันจะมีครั้ง "ต่อๆ ไป" ด้วยสิน้าอาตี๋



เพราะงั้น "อย่าดอง" นะจ๊ะพิมมี่ที่รัก

#4 By Fern-CS#4 on 2011-10-20 00:49

ฮี่ ฮี่ ฮี่ ฮี่ อาตงจ๋าาา
ลื้อเรียบร้อบโรงเรียนเจ้แล้วล่าาา ฮี่ ฮี่ ฮี่ /หัวเราะรอบทิศ

รอภาคต่อนะจ๊ะ มายบีเลิฟตง *อีโมอุฮิ

#3 By น้ำน่าน on 2011-10-19 11:57

กร๊ากกกกกกกกกกกกก ฉันขำ 'เพื่อนสนิทของเพื่อนพี่' จริงๆ เลยอะ ให้ตายเหอะ

ตายแล้วววว แลดูการพานพบของโชคชะตาครั้งนี้จะน่าประทับใจมากถึงขนาดต้องนำมาสรุปด้วยตัวสีน้ำตาลแดง!

แน่นอน ที่รักพี่น่ารักเสมอจริงมั้ยจ๊ะ open-mounthed smile open-mounthed smile

ปล. เรายังดันคู่นี้อยู่นะ...จริงๆ open-mounthed smile

ปลล. ไปต่อมาให้จบโดยเร็ว เผื่อพี่จะมีอารมณ์ต่อยอดก่อนจะถึง 'บทจีบ' นะที่รัก

#2 By *Alyssa* on 2011-10-19 01:10

*ขำ* เจ้าก่าของพี่ไข่หวาน

*ฮา* อาตี๋ตง~

กรี๊ดดดดดดดดดด คุณใบเตยรักอาตงที่สุด ม๊วฟฟ*

รีบๆมาต่อนะจ๊ะ >3<

#1 By ~ คุณใบเตย ~ on 2011-10-19 01:08